เทคนิคการตลาดออนไลน์ เลือก Influencer ให้เป็นต้องใช้ Data-Driven
- Home
- Digital Marketing New
- เทคนิคการตลาดออนไลน์ เลือก Influencer ให้เป็นต้องใช้ Data-Driven
Table of Contents
ในยุคปัจจุบันที่ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ทุกแบรนด์ต่างก็ทุ่มงบประมาณจำนวนมากไปกับการทำการตลาดออนไลน์ โดยเฉพาะกลยุทธ์ยอดฮิตอย่างการใช้อินฟลูเอนเซอร์ทำคลิปรีวิวสินค้า หรือบอกต่อโปรโมชันนั้น คำถามสำคัญที่ผมอยากชวนทุกคนคิดในวันนี้ ไม่ใช่แค่ว่าเมื่อทำแล้วผลตอบรับมันออกมาดีไหม
แต่คือการตั้งคำถามให้ลึกลงไปว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับมานั้นคุ้มค่ามากน้อยแค่ไหน เพราะยุคของการจ้างคนดังเพียงเพราะเห็นว่ามียอดผู้ติดตามเยอะ หรือกำลังมีกระแสเพียงอย่างเดียวดูเหมือนกำลังจะหมดลงไปแล้วครับ
ในยุคนี้สิ่งที่จะสร้างความแตกต่าง ให้แคมเปญของคุณน่าสนใจมากขึ้น ไม่ใช่แค่จำนวนเงินที่จ่ายออกไปเท่านั้น แต่คือการใช้เทคนิคใหม่ๆ เข้ามาช่วย อย่างการใช้ Data-Driven ในการช่วยให้เราเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์ได้แม่นยำขึ้น รู้ลึกถึงพฤติกรรมของผู้ติดตามมากขึ้น และสามารถการันตีผลลัพธ์ที่เป็นความคุ้มค่าของการลงทุนได้จริง
Data-Driven คืออะไร สำหรับ Influencer Marketing
จริงๆแล้ว คำว่า Data Driven ที่ผมอยากให้ทุกคนนำมาใช้ในการทำการตลาดออนไลน์ ในส่วนของ Influencer Marketing ไม่ใช่ศัพท์เทคนิคที่เข้าใจยากอะไรหรอกครับ แต่มันคือแนวคิดในการบอกให้เราเลิกใช้สัญชาตญาณ หรือความชอบส่วนตัวในการตัดสินใจเลือกอินฟลูเอนเซอร์มารีวิวสินค้า หรือบริการของเรา แล้วหันมาใช้ข้อมูลเชิงลึกเป็นตัวนำทางเพื่อคัดกรองคนที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายของเราจริงๆ ต่างหาก
ซึ่งถ้าใครเคยมาอบรมการตลาดกับผม ก็น่าจะจำได้ขึ้นใจเลยใช่ไหมครับ เพราะผมมักจะย้ำเรื่องนี้อยู่เสมอว่า การเลือกอินฟลูเอนเซอร์นั้น เราจะตัดสินใจจากแค่ยอดผู้ติดตามหรือความดังเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องเลือกจากคุณภาพของผู้ติดตาม และความเข้ากันของผู้ติดตามกับกับกลุ่มเป้าหมายของเราต่างหากครับ
ตัวอย่างเช่น
ถ้าเราต้องการโปรโมต คอร์ส Digital Marketing ที่เน้นเนื้อหาเข้มข้นเพื่อคนทำงาน หากผมตัดสินใจเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์สายบันเทิง หรือดาราตลกที่มีผู้ติดตามหลักล้าน เพียงเพราะอยากได้ยอดการเข้าถึงเยอะๆ ผลลัพธ์ที่ได้อาจจะจบลงที่ยอดไลก์มหาศาล แต่กลับไม่มียอดสมัครเรียนเข้ามาเลยก็ได้ครับ เพราะคนกลุ่มนั้นเขาติดตามเพื่อความบันเทิง ไม่ได้กำลังมองหาความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับการอบรมการตลาดเลย
แต่ในทางกลับกัน ถ้าผมเปลี่ยนมาเลือกกูรูสายธุรกิจ หรือที่ปรึกษาที่มีผู้ติดตามน้อยกว่าหลักล้าน แต่ฐานแฟนคลับของเขาล้วนเป็นเจ้าของกิจการ หรือนักการตลาดที่กระหายความรู้อยู่ตลอดเวลา การให้เขาช่วยแนะนำ Performance Marketing Course ของผม ก็ย่อมมีโอกาสปิดการขายได้สูงกว่าอยู่แล้วครับ เพราะนี่คือการเลือกคนที่มีภาพลักษณ์ที่เหมาะสม และมีฐานคนดูที่ตรงกับสินค้า หรือบริการของเราอย่างแท้จริงครับ
เจาะลึก Data สำคัญที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจจ้าง
ตามที่ผมได้บอกไปในหัวข้อที่แล้ว ว่าเราอย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจเพียงเพราะเห็นว่าเขามียอดผู้ติดตามเยอะ หรือดูมีชื่อเสียงใช่ไหมครับ นั่นก็เพราะตัวเลขเอนเกจ หรือยอดไลก์ที่ได้มาจากคนดังเหล่านั้นอาจจะเป็นเพียงความชอบในตัวของคนดัง ไม่ใช่ชอบที่สินค้า หรือบริการที่คนดังรีวิว ดังนั้นเพื่อคัดกรองให้ได้คนที่มีคุณภาพ และตรงกับโจทย์ของเราที่สุด เราจึงต้องให้ความสำคัญกับข้อมูลหลังบ้าน 4 ส่วนนี้ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกจ้างอินฟลูเอนเซอร์สักคนครับ
- ข้อมูลผู้ติดตาม สิ่งแรกที่ผมแนะนำให้คุณตรวจสอบคือข้อมูลพื้นฐานของผู้ติดตามครับ ลองดูให้ลึกกว่าแค่ยอดรวม แล้วเจาะจงไปเลยว่าพวกเขาอายุเท่าไหร่ เพศอะไร หรืออาศัยอยู่ที่ไหน เพราะต่อให้อินฟลูเอนเซอร์ที่คุณเล็งไว้จะดังแค่ไหน แต่ถ้าคนติดตามของเขาไม่ใช่กลุ่มลูกค้าที่คุณต้องการ การจ้างงานครั้งนั้นก็อาจจะไม่คุ้มค่าครับ เช่น ถ้าผมต้องการจะโปรโมตคอบรมการตลาด ของ Performance Marketing Course ผมก็ควรจะต้องเลือกหาอินฟลูเอนเซอร์ ที่มีผู้ติดตามส่วนใหญ่ เป็นคนที่สนใจเรื่องการยิงแอด และชอบที่จะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ครับ
- คุณภาพของการมีส่วนร่วม เป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันเลยครับ ดังนั้นเวลาที่คุณเลื่อนหาอินฟลูเอนเซอร์ ผมอยากให้ลองสังเกตดูครับว่ายอดไลก์มหาศาลที่เห็นนั้น มาพร้อมกับคุณภาพจริงไหม ผมแนะนำให้ลองสุ่มอ่านคอมเมนต์ดูครับว่าเป็นคอมเมนต์ที่มาจากคนจริงๆ ที่พูดคุยเกี่ยวกับเนื้อหา หรือเป็นเพียงแค่บอทที่มาปั่นยอด เพราะสิ่งนี้จะเป็นตัวยืนยันชั้นดีว่าเขามีอิทธิพลต่อความคิดของคนดูได้จริงหรือไม่ครับ เช่น ถ้าต้องการโปรโมต Performance Marketing Course แล้วไปเจออินฟลูเอนเซอร์ที่คอมเมนต์ในแต่ละโพสต์ ส่วนใหญ่มีแค่คำชม อาจจะไม่ตอบโจทย์ครับ แต่ถ้าคอมเมนต์เต็มไปด้วยคำถามว่า ‘มีคอร์สสอนยิงแอดแนะนำบ้างไหม’, ‘เป็นมือใหม่จะเรียนคอร์ส Digital Marketing ได้หรือเปล่า’ หรือบอกว่า ‘กำลังหาที่อบรมการตลาดเพื่ออัปสกิลอยู่เลย’ นี่แหละครับคือสัญญาณของ Engagement คุณภาพที่บอกว่าคนติดตามของเขาพร้อมจะเป็นลูกค้าของคุณจริงๆ
- ความสนใจของผู้ติดตาม ซึ่งเป็นอีกจุดที่คุณไม่ควรมองข้าม โดยคุณควรเช็กดูว่าผู้ติดตามของเขามีแนวโน้มจะสนใจสินค้าหรือไลฟ์สไตล์ที่ตรงกับแบรนด์ของคุณไหม เพราะถ้าความสนใจตั้งต้นไม่ตรงกัน โอกาสที่คุณจะเปลี่ยนคนดูเหล่านั้นให้กลายเป็นลูกค้า ก็คงเป็นเรื่องยากครับ เช่น หากสินค้าที่คุณต้องการโปรโมต คือคอร์ส Digital Marketing ที่เน้นเนื้อหาเข้มข้น แต่คุณไปเลือกอินฟลูเอนเซอร์ที่มีฐานแฟนคลับเป็นเด็กวัยรุ่นที่ชอบดูสตรีมเกม ต่อให้คอนเทนต์จะสนุกแค่ไหน ก็ยากที่จะจูงใจให้คนกลุ่มนี้สนใจมาอบรมการตลาดเพื่อทำธุรกิจครับ เพราะความสนใจหลักของพวกเขาคนละเรื่องกันเลยครับ
- ผลลัพธ์จากแคมเปญก่อนหน้า สุดท้ายผมแนะนำให้คุณขอดูผลลัพธ์จากงานเก่าๆ ของเขาครับ ลองพิจารณาดูว่างานที่ผ่านๆ มา สร้างการเข้าถึงหรือยอดขายได้จริงไหม ซึ่งการอ่านค่าสถิติเหล่านี้ให้ขาด ถือเป็นทักษะสำคัญที่คุณควรมีติดตัวไว้ หรืออาจจะหาความรู้เพิ่มเติมจากคอร์ส Digital Marketing หรือพวก Performance Marketing Course ก็ได้ครับ
3 สเต็ปวิธีนำ Data มาใช้ปั้นแคมเปญให้คุ้มค่า
เมื่อเราได้ข้อมูล Insight มาครบถ้วนตามเช็กลิสต์ด้านบนแล้ว โจทย์สำคัญต่อไปคือการนำข้อมูลเหล่านั้นมาแปรเปลี่ยนเป็นกลยุทธ์ครับ เพราะในการทำการตลาดออนไลน์ข้อมูลจะมีมูลค่าก็ต่อเมื่อมันถูกนำไปใช้งานอย่างถูกวิธีใช่ไหมล่ะครับ ผมเลยขอสรุปกระบวนการทำงานจริงที่ผมเเคยใช้ข้อมูลเหล่านี้ ปั้นแคมเปญให้ได้ผลลัพท์ที่คุ้มค่าออกมาเป็น 3 สเต็ปให้คุณเห็นภาพ และนำไปทำตามได้ทันทีครับ
.
1. แบ่งกลุ่มลูกค้าให้ชัดเจน
สำหรับขั้นแรก ผมอยากให้ทุกคนลองหยุดวิธีการทำการตลาดออนไลน์ด้วยการหว่านแหแบบเดิมๆ ไปก่อน แล้วหันมาใช้ Data จำแนกดูว่าลูกค้าของเราจริงๆ แล้วกำลังอยู่ในสถานะไหนครับ เพราะเมื่อเราแบ่งกลุ่มได้ชัดเจน การเลือกคนก็จะแม่นยำขึ้นตามไปด้วย
.
ตัวอย่างเช่น
ถ้าหากต้องการโปรโมตสถาบันสอนการตลาดที่มีคอร์สหลากหลายระดับ ก็ควรจะแบ่งระดับกลุ่มลูกค้าก่อนเป็นอันดับแรกครับ โดยกลุ่มแรกคือกลุ่มลูกค้าใหม่ ที่ต้องการเน้นเรื่องการสร้างการรับรู้เป็นหลัก ส่วนตัวผมมองว่าการเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์สายธุรกิจมาพูดถึงความสำคัญของการอบรมการตลาดจะช่วยเปิดใจให้คนเห็นความสำคัญได้ดีครับ
แต่ในทางกลับกัน ถ้าเป็นกลุ่มลูกค้าที่ยังลังเลใจว่าจะเรียนดีไหม การใช้ผู้เชี่ยวชาญตัวจริงมาเจาะลึกเนื้อหาใน Performance Marketing Course ให้เห็นภาพเนื้อหาอย่างชัดเจน จะช่วยสร้างความมั่นใจได้มากกว่าครับ ส่วนถ้าเป้าหมายคือลูกค้าประจำที่เราอยากกระตุ้นให้กลับมาเรียนซ้ำ การใช้อินฟลูเอนเซอร์ที่เป็นศิษย์เก่ามาแชร์ผลลัพธ์จริงจากการเรียน คอร์ส Digital Marketing จะตอบโจทย์ได้ดีที่สุดครับ
2. ทำ A/B Testing หาสูตรสำเร็จที่ลงตัว
หลังจากที่เราเลือกกลุ่มเป้าหมายได้แล้ว ขั้นตอนต่อมาที่ผมให้ความสำคัญมากๆ และอยากให้ทุกคนลองทำดู คือการทำ A/B Testing หรือการทดสอบเพื่อหาสูตรที่ใช่ที่สุดครับ สำหรับใครที่เคยผ่านการเรียน Performance Marketing Course มาบ้าง น่าจะคุ้นเคยกับหลักการนี้ดีใช่ไหมครับ ซึ่งหัวใจสำคัญของมันคือการที่เราจะไม่พึ่งพาวิธีการใดวิธีการหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เราจะใช้ข้อมูลมาเปรียบเทียบผลลัพธ์เพื่อหาคำตอบที่ดีที่สุดนั่นแหละครับ
.
ตัวอย่างเช่น
สมมติว่าคุณต้องการโปรโมตคอร์ส Digital Marketing เพื่อเน้นสร้างยอดสมัครเรียน คุณอาจจะลองทำแคมเปญเปรียบเทียบกันดูว่าระหว่างการใช้อินฟลูเอนเซอร์สายไลฟ์โค้ชที่มีคนติดตามหลักแสน กับกูรูเฉพาะทางที่มีคนติดตามหลักหมื่นแต่ทำรีวิวเน้นเรื่องอบรมการตลาดโดยเฉพาะ แบบไหนที่จะสร้างยอดขาย หรือ ROI ได้คุ้มค่ากว่ากัน ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้เราตัดสินใจได้บนพื้นฐานของตัวเลขจริง ไม่ใช่แค่ความรู้สึกครับ
3. เปลี่ยน Data ให้เป็น Content Strategy
มาถึงขั้นตอนสุดท้ายที่เปรียบเสมือนหัวใจสำคัญของการสื่อสารแล้วนะครับ นั่นคือการนำข้อมูลที่มีมาวางแผนกลยุทธ์ในการทำคอนเทนต์เพื่อทำการตลาดออนไลน์ หรือ Content Strategy นั่นเอง จากประสบการณ์ที่ผมดูแลลูกค้ามา ปัญหาที่ผมเจอบ่อยๆ คือหลายๆ แบรนด์ชอบคิดว่า เราแค่ด์จ้างคนมาแล้วก็จบ ปล่อยให้อินฟลูเอนเซอร์คิดงานเองจะเป็นผลดีกว่า ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีการที่ดีนะครับ แต่ก็มีความเสี่ยงสูง้ช่นกันครับ ผมจึงอยากแนะนำว่าอย่างน้อยๆ เราก็ควรมีบรีฟที่เป็นข้อมูล Insight ของลูกค้า หรือจุดขายที่ Data ระบุว่าเวิร์กไปให้เขาเพื่อเป็นข้อมูลคร่าวๆ ในการทำงานด้วยครับ
.
ตัวอย่างเช่น
ถ้าต้องการโปรโมตคอร์ส Digital Marketing สำหรับผู้ประกอบการ และคุณมีข้อมูลอยู่ในมือว่าลูกค้าส่วนใหญ่มักมีปัญหาเรื่องยิงแอดแล้วขาดทุน ดังนั้นแทนที่จะให้อินฟลูเอนเซอร์ทำคลิปขายของธรรมดา คุณควรบรีฟให้เขาทำคอนเทนต์แนว “แชร์เทคนิคแก้เงินรั่วจากการยิงแอดผิดวิธี” เพื่อดึงดูดความสนใจมากกว่า หรือถ้าสินค้าของคุณเป็นคอร์สระดับสูงอย่าง Performance Marketing Course การทำคอนเทนต์เปรียบเทียบผลลัพธ์ Before-After ให้เห็นชัดๆ จะช่วยกระตุ้นให้คนอยากมาอบรมการตลาดกับคุณได้ดีกว่าการพูดแนะนำคอร์สอบรมการตลาดแบบลอยๆ แน่นอนครับ
| Right Lane แนะนำ !! |
ถ้าหากใครที่ต้องการหาไอเดียใหม่ๆ เพื่อคิดคอนเทนต์ หรือบรีฟอินฟลูเอนเซอร์ ให้ได้ผลลัพท์ที่ดี สอดคล้องกับตัวข้อมูลที่เรามีอยู่ ก็สามารถศึกษาหลักการคิดคอนเทนต์ ได้ที่บทความนี้เลยครับ |
บทสรุป
อ่านมาถึงตรงนี้ผมเชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะพอเห็นภาพชัดเจนขึ้นแล้วใช่ไหมครับว่าการทำการตลาดอินฟลูเอนเซอร์ในยุคนี้ มันมีรายละเอียดที่ลึกซึ้งกว่าแค่การจ้างคนดังมารีวิวสินค้าแล้วจบไปมากๆ และ Data หรือข้อมูลนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในยุคนี้เลยจริงๆ ดังนั้นสำหรับใครที่อยากติดปีกทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลให้แม่นยำยิ่งขึ้น ผมแนะนำว่าลองหาเวลาไปเติมความรู้ด้วยการลงเรียน Performance Marketing Course หรือลองมองหาคอร์ส Digital Marketing ดี ๆ สักคอร์สติดตัวไว้ดูก็ได้นะครับ เราจะได้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกการตลาดในยุคนี้ครับ
—————————
📌 สำหรับใครที่สนใจ คอร์ส Digital Marketing อบรมการตลาด เพื่อเพิ่มยอดขายผ่านหน้าเว็บไซต์ ยิงแอดครบทุก Platform พร้อมทั้งการวิเคราะห์ Conversion ด้วย data analytics ทั้งรูปแบบคอร์สเรียนออนไลน์, คอร์สเรียนแบบส่วนตัว หรือ In-House Training
.
📞 ติดต่อสอบถามข้อมูลกับ Right Lane Academy ได้ที่ 👇🏻
โทร : +66 (0) 94-616-3651 K.Por (Admin Rightlane)
Line : @rightlane
Facebook : https://www.facebook.com/RightLaneAcademy
ชญานิศ จิตรีปลื้ม (นิก)
ที่ปรึกษาด้าน digital Strategy และ Performance Marketing มามากกว่า 10 ปี อาจารย์พิเศษด้านการตลาด ให้กับมหาวิทยาลัยชั้นนำ อาทิ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
(Digital Marketing Strategy )
ประสบการณ์วางแผนกลยุทธ์ทางด้าน Digital Marketing โดยเฉพาะ Online Platform ยอดนิยม เช่น Facebook ads , Google ads , SEO , Tiktok ,
Line , Youtube , Marketplace Ads มากกว่า 500+ Campaign (Digital Media Tools )
ประสบการณ์ด้าน Consult เทคนิคเชิงลึกสำหรับ Digital Media Tools เพื่อให้ทุกงบการลงทุนโฆษณาคุ้มค่ามากที่สุด อาทิเช่น การเพิ่ม Conversion ให้ธุรกิจ ,
เทคนิค ทำอย่างไรให้ CPA ราคาถูกลง , มีคนทักเยอะ ไม่มีคุณภาพ ปิดการขายไม่ได้ , สินค้าเสี่ยง Policy พร้อมเทคนิคการยิงแอดยังไงให้ไม่โดน Reject
บทความที่เกี่ยวข้อง

คู่มือเลือก AI Tools ทำการตลาดออนไลน์ยังไง ให้เหนือคู่แข่ง
Home Table of Contents ช่วงหลังมานี้ เวลาผมเข้าไปดูหลังบ้านให้ลูกค้า สิ่งหนึ่งที่เจอเหมือนกันแทบทุกราย และเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก คือรูรั่วทางการเงินที่เกิดจากการสมัครบริการเครื่องมือต่างๆ ทิ้งไว้ครับ โดยเฉพาะเครื่องมือ AI ที่กำลังมาแรง ซึ่งหลายบร

เทคนิคการตลาดออนไลน์ เลือก Influencer ให้เป็นต้องใช้ Data-Driven
Home Table of Contents ในยุคปัจจุบันที่ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ทุกแบรนด์ต่างก็ทุ่มงบประมาณจำนวนมากไปกับการทำการตลาดออนไลน์ โดยเฉพาะกลยุทธ์ยอดฮิตอย่างการใช้อินฟลูเอนเซอร์ทำคลิปรีวิวสินค้า หรือบอกต่อโปรโมชันนั้น คำถามสำคัญที่ผมอยากชวนทุกคนคิดในวันนี้

เปิดสูตรลับนักการตลาดออนไลน์ โพสต์ขายยังไงให้ยอดพุ่ง
Home Table of Contents สำหรับคนที่ทำการตลาดออนไลน์ในยุคนี้ ผมเชื่อว่าปัญหาคลาสสิกที่หลายๆ คนเจอกันบ่อยที่สุด ก็คงจะเป็นการโพสต์คอนเทนต์ขายของไปแล้วมันเงียบ ไม่มียอดเข้ามาเลยใช่ไหมครับ เราอาจจะรู้สึกว่าโพสต์ไปเท่าไหร่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่พอหันไปเ