ฟรีแลนซ์ VS AI ทำการตลาดออนไลน์แบบไหน ให้งบไม่บานปลาย

  • Home
  • Digital Marketing New
  • ฟรีแลนซ์ VS AI ทำการตลาดออนไลน์แบบไหน ให้งบไม่บานปลาย

Table of Contents

     ปัญหาโลกแตกของการทำธุรกิจยุคนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าจะขายอะไร แต่อยู่ที่ว่าจะบริหารหลังบ้านยังไงไม่ให้งบจมไปกับขั้นตอนที่ผิดพลาดครับ หลายแบรนด์พยายามหั่นงบการตลาดออนไลน์ด้วยการเทงานทั้งหมดไปให้ AI ทำ เพราะเชื่อว่ามันประหยัดกว่าเยอะ ในขณะที่อีกหลายแบรนด์ก็ยังกอดการจ้างคนไว้แน่น เพราะไม่ไว้ใจเทคโนโลยีเลย

     จากที่ผมลุยงานในฝั่งเอเจนซี่มาหลายปี เห็นมาเยอะมากครับว่าธุรกิจที่เลือดไหลออกไปกับเรื่องที่ไม่ควรเสีย มักไม่ได้พังเพราะค่าโฆษณาแพงหรอกครับ แต่พังเพราะวางระบบการทำงานไม่ดีต่างหาก การจะเลือกระหว่างคนทำงานอิสระกับ AI ไม่ใช่การหลับตาจิ้มเลือก แต่คือการเข้าใจว่าแต่ละฝั่งมีข้อดีข้อเสียยังไง บทความนี้เราจะมาผ่ากันให้ชัดเลยครับว่า ทรัพยากรแบบไหนเหมาะกับงานลักษณะไหน เพื่อให้งบการตลาดออนไลน์ทุกบาทของคุณคุ้มค่าและกลายเป็นยอดขายได้จริงๆ

 

งานแบบไหนเหมาะกับใคร

     เวลาเราเริ่มต้นทำโปรเจกต์ การตลาดออนไลน์ สักชิ้น เราไม่สามารถใช้สูตรสำเร็จเดียวในการแก้ทุกปัญหาหรอกครับ ยิ่งถ้าเราลองกางเนื้องานทั้งหมดออกมาดู เราก็จะเห็นภาพชัดเจนเลยว่าทั้งสองฝั่งต่างก็มีจุดแข็งที่ตัวเองทำได้ดีกว่าอีกฝ่ายอย่างปฏิเสธไม่ได้เลย และการฝืนใช้เครื่องมือผิดประเภทเนี่ยแหละครับ คือจุดเริ่มต้นของคำว่างบบานปลายที่แท้จริง

งานที่คนยังทำได้ดีกว่า

     ก่อนอื่นเราต้องยอมรับเรื่องนึงก่อนครับว่า โลกทุกวันนี้เทคโนโลยีมันไปไวมากๆ แต่ถ้าให้ผมพูดจากสิ่งที่เจอมาจริงๆ แม้ AI เดี๋ยวนี้จะเรียนรู้และฉลาดขึ้นแค่ไหนก็ตาม ท้ายที่สุดแล้วคนทำงานที่มีฝีมือก็คือกลุ่มคนที่สามารถเข้าใจความรู้สึกและอารมณ์ของคนด้วยกันเองได้ดีที่สุดครับ พอเป็นเรื่องของความละเอียดอ่อนตรงนี้ มันเลยกลายเป็นจุดสำคัญที่ทำให้คนยังคงทำผลงานทิ้งห่าง AI อยู่มากเวลาที่เราต้องลงไปลุยหน้างานจริง 

     เริ่มจากเรื่องของการคุมโทนและสร้างอารมณ์ร่วมให้แบรนด์ แม้ว่า AI อาจจะเขียนบทความออกมาได้ถูกต้องตามหลักภาษาเป๊ะๆ แต่มันไม่เก็ทหรอกครับว่ามุกตลกจังหวะไหน หรือคำพูดสไตล์ไหนที่ลูกค้าของคุณชอบ เวลาเราเห็นโฆษณาขายคอร์ส Digital Marketing ที่อ่านแล้วรู้สึกทัชใจจนอยากโอนเงิน นั่นก็เป็นเพราะคนเขียนเขาเข้าใจความรู้สึกของคนอ่านครับ ซึ่งเรื่องพวกนี้เป็นศิลปะที่ต้องใช้คนจริงๆ เท่านั้น

     ถัดมาคือเรื่องของการอ่านเกมและแก้ปัญหาหน้างาน ลองนึกภาพเวลาเกิดดราม่าบนเพจดูครับ การปล่อยให้ AI ไปตอบคอมเมนต์เป็นแพทเทิร์นทื่อๆ มีแต่จะทำให้ทัวร์ลงหนักกว่าเดิมแน่ๆ ในทางกลับกัน ฟรีแลนซ์สามารถพลิกแพลงสถานการณ์ เลี่ยงคำ และผ่อนหนักเป็นเบาได้เนียนกว่าเยอะเลยครับ

     และที่ขาดไม่ได้เลยคือการวางกลยุทธ์ภาพรวม สำหรับเจ้าของธุรกิจที่เคยไปนั่งเรียนอบรมการตลาดมาคงจะทราบดีครับว่า ดาต้าเป็นแค่ส่วนประกอบนึงเท่านั้น แต่คนที่เอาข้อมูลมาผูกเป็นแคมเปญให้เกิดขึ้นจริงคือคนทำงานครับ ก่อนตัดสินใจส่งทีมไปอบรมการตลาด ผู้ประกอบการควรทำความเข้าใจก่อนว่าเราเอา AI มาวางแผนสู้กับประสบการณ์ของคนไม่ได้ครับ อย่างคนที่เชี่ยวชาญด้าน Performance Marketing Course พวกเขาจะมองออกเลยว่าควรบิดแผนยังไงให้ทันเทรนด์ผู้บริโภค ซึ่งงานสัมมนาและสถานที่อบรมการตลาดหลายแห่งก็ย้ำเสมอว่านี่คืองานใช้กึ๋นที่คอมพิวเตอร์คิดแทนไม่ได้แน่นอนครับ

งานที่ AI ทำได้คุ้มกว่า

      แต่ในทางกลับกัน ถ้าเป็นเนื้องานอีกสไตล์นึง ผมก็ต้องยอมรับครับว่ามันเป็นสิ่งที่เหมาะจะยกให้ AI ทำจริงๆ โดยเฉพาะพวกงานประเภทถึกทน กินพลังงานคน และต้องทำซ้ำๆ ตลอดเวลา จุดนี้แหละครับที่ AI จะเข้ามาช่วยเราเซฟงบและลดเวลาลงไปได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียว

      ตัวอย่างที่เห็นชัดเลยก็คืองานสเกลใหญ่ในเวลาจำกัด สมมติว่าเราต้องคิดไอเดียคอนเทนต์หลายสิบแบบ หรือต้องมานั่งปรับขนาดรูปภาพทีละร้อยรูปเพื่อทำการตลาดออนไลน์ลงหลายๆ แพลตฟอร์มพร้อมกัน การพึ่งพา AI สามารถกวาดงานพวกนี้ให้จบได้ในไม่กี่นาทีครับ

      อีกส่วนที่ช่วยได้มากคือการคัดกรองและสรุปดาต้า สำหรับทีมที่ต้องคลุกคลีกับตัวเลขเยอะๆ อย่างทีมเอเจนซี่ที่ดูแลโฆษณาโปรโมทสถาบันอบรมการตลาดการใช้ AI เข้ามาช่วยสรุปผลลัพธ์ว่าแคมเปญไหนเวิร์ก จะรวดเร็วและแม่นยำกว่าการให้คนมานั่งเพ่งหน้าจอ Excel ทีละบรรทัดแน่นอน

      นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการสร้างโครงร่างตั้งต้น ถ้าเกิดคุณต้องการไอเดียแคปชั่นหลากหลายแบบเพื่อเอาไปเทสต์โปรโมทคอร์ส Digital Marketing การให้ AI ช่วยร่างเนื้อหาขึ้นมาให้ดูก่อน จะประหยัดงบกว่าการจ้างคนมานั่งคิดใหม่ตั้งแต่เริ่มครับ เพราะเราแค่หยิบเอาโครงนั้นมาเกลาต่อก็พอแล้ว

      สุดท้ายคือการปรับแต่งโฆษณาแบบไม่หลับไม่นอน การปล่อยให้แพลตฟอร์มต่างๆ โยกงบโฆษณาอัตโนมัติไปหาแอดตัวที่ดีที่สุดแบบวินาทีต่อวินาที ถือเป็นการบริหารงบการตลาดออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพและแม่นยำกว่าการใช้คนมานั่งเฝ้าจอเยอะเลยครับ

ต้นทุนแฝงที่ทำให้งบบานปลาย

      เวลาที่เราคุยกันเรื่องคุมงบ หลายคนมักจะโฟกัสไปที่ราคาป้ายตอนควักเงินจ่ายเพียงอย่างเดียว โดยเผลอลืมคิดถึงต้นทุนแฝงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการทำงาน ซึ่งตรงนี้แหละครับที่เป็นตัวการเงียบๆ ที่มักจะทำให้งบการตลาดออนไลน์ของเราทะลุเป้าแบบไม่รู้ตัว

ค่าใช้จ่ายแฝงเมื่อจ้างฟรีแลนซ์

      หลายคนอาจจะคิดว่าจ้างเป็นชิ้นจบแล้วคือจบเลย แต่จริงๆ แล้วมันมีค่าเวลาในการสื่อสารและแก้งานซ่อนอยู่ครับ แม้ค่าจ้างต่องานจะดูไม่แพง แต่ถ้าบรีฟไปแล้วงานออกมาไม่ตรงใจ ต้องกลับมาแก้กันหลายรอบ เวลาที่คุณต้องเสียไปกับการนั่งตรวจงานและคอยคอมเมนต์เนี่ยแหละครับ คือต้นทุนที่แพงที่สุด

      อีกเรื่องคือคุณภาพที่อาจจะแกว่งและไม่ต่อเนื่อง วันนี้เขาอาจจะทำผลงานออกมาซะเทพเลย แต่พรุ่งนี้อาจจะหายไลน์ไม่ตอบกะทันหัน ความไม่นิ่งตรงนี้ทำให้แคมเปญชะงักได้ง่ายๆ ครับ ลองนึกภาพตามนะครับว่าคุณกำลังจะปล่อยโปรเจกต์ขาย Performance Marketing Course แต่คนทำกราฟิกส่งงานไม่ทัน แผนทั้งหมดก็พังทลายได้เลย ทีมที่รับบรีฟงาน Performance Marketing Course จึงต้องเผื่อแผนสำรองเพื่อรับมือความเสี่ยงนี้ไว้ตลอดครับ

      ปัญหาถัดมาคือการต้องรวมหลายทักษะเข้าด้วยกัน เพราะคอนเทนต์ปังๆ หนึ่งชิ้น อาจจะต้องใช้ทั้งคนทำภาพ คนคิดแคปชั่น และคนยิงแอด การที่เราต้องจ้างแยกทุกตำแหน่งมักจะทำให้ต้นทุนรวมพุ่งสูงกว่าที่กะไว้ตอนแรกเยอะครับ

 

ค่าใช้จ่ายแฝงเมื่อพึ่งพา AI

      ทีนี้ลองมาดูฝั่งเทคโนโลยีกันบ้างครับ เริ่มจากค่าเครื่องมือรายเดือนที่มักจะซ้อนทับกัน โปรแกรมที่ช่วยทำงานระดับมืออาชีพส่วนใหญ่มักจะไม่ฟรีครับ หากทีมงานของคุณสมัครทิ้งไว้หลายตัวแต่ดึงศักยภาพมาใช้ไม่คุ้มค่า มันก็ไม่ต่างอะไรกับการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำครับ

      ตามมาด้วยค่าเสียเวลาตอนป้อนคำสั่ง หากคนสั่งงานเขียนบรีฟไม่เป็น กว่าจะได้ผลลัพธ์ที่นำไปใช้ได้จริง อาจจะต้องเสียเวลานานกว่าการนั่งเขียนเนื้อหาโปรโมทการอบรมการตลาดด้วยตัวเองตั้งแต่แรกเสียอีกครับ

     ที่สำคัญที่สุดคือความเสี่ยงเรื่องข้อมูลมั่วซั่ว เราต้องเข้าใจก่อนว่า AI ไม่ได้รู้ลึกรู้จริงทุกเรื่องนะครับ บางครั้งมันก็ปั้นข้อมูลเท็จขึ้นมาแบบเนียนๆ ถ้าเราเผลอเอาข้อมูลนั้นไปโพสต์ขายคอร์ส Digital Marketing โดยไม่ได้เช็กให้ดี ความน่าเชื่อถือของแบรนด์จะดิ่งลงเหวเลยครับ แบรนด์ที่รับจัดคอร์ส Digital Marketing ถึงต้องคอยระวังเรื่องเนื้อหาที่สื่อสารออกไปให้มากที่สุดไงล่ะครับ

เปรียบเทียบความคุ้มค่าทั้งสองแบบ

     เพื่อให้เห็นภาพของทั้งสองฝั่งกันแบบชัดเจนขึ้น ผมเลยลองสรุปตารางเปรียบเทียบมิติการทำงานต่างๆ ระหว่างสองฝั่งนี้มาให้ดูกันครับ ซึ่งเกณฑ์พวกนี้แหละครับที่เป็นพื้นฐานที่พวกเราคนทำเอเจนซี่มักจะใช้ประเมินก่อนเลือกทีมงานลงสนามจริงเสมอ

 

เกณฑ์ชี้วัด

ฟรีแลนซ์

AI

ค่าใช้จ่ายระยะสั้น

จ่ายตามปริมาณเนื้องานจริง คุมงบและขอบเขตได้ชัดเจนตั้งแต่เริ่ม

ต้นทุนต่อชิ้นดูถูกกว่า แต่อาจมีค่าเสียเวลามานั่งตรวจแก้แฝงอยู่

ค่าใช้จ่ายระยะยาว

ต้นทุนสะสมสูงขึ้นตามปริมาณงาน แต่ช่วยเซฟค่าเสียโอกาสและค่าใช้จ่ายจากการตามแก้งานพังได้ดี

เหมาะกับการสเกลงาน แต่ต้องระวังค่ารายเดือนเครื่องมือที่ซ้อนทับกัน

ความเร็วและความอึด

ใช้เวลาผลิตงานตามคิว แต่ผลลัพธ์ที่ได้มักจะพร้อมนำไปใช้งานจริง

ประมวลผลไวระดับวินาที แต่ยังไงก็ต้องเผื่อเวลาให้คนมาขัดเกลาอีกรอบ

ความยืดหยุ่นหน้างาน

ปรับแก้หน้างานได้คล่องตัว คุยรายละเอียดกันด้วยความเข้าใจ

ค่อนข้างแข็ง การสั่งแก้ดีเทลเล็กๆ บางทีรื้อทำใหม่ไวกว่า

การพลิกแพลงแก้ปัญหา

เข้าใจบริบทของสังคม เจรจาและคุยแก้ปัญหากับลูกค้าได้

มีข้อจำกัดเยอะ ถ้าโจทย์มาแบบซับซ้อนหรือข้อมูลไม่ครบก็ไปไม่เป็น

คุณภาพ และความสม่ำเสมอ

มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ใส่ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ลงไปในงานได้

ได้มาตรฐานแบบคงที่ แต่ผลลัพธ์มักจะซ้ำซากและขาดความสดใหม่

ความเข้าใจในแบรนด์

ซึมซับอินเนอร์ของแบรนด์ได้ลึกซึ้ง และสื่อสารออกมาเป็นธรรมชาติ

ทำได้แค่เลียนแบบคำตามที่เราป้อนคำสั่ง ขาดความอินกับแบรนด์จริงๆ

Right Lane แนะนำ !!

จากตารางจะเห็นได้ว่าการสั่ง AI ให้เป็น และมีข้อมูลให้ครบถ้วน จะช่วยทำให้การทำงานของ AI มีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยให้ธุรกิจทิ้งห่างคู่แข่งได้แบบสบายๆ แน่นอน ดังนั้นถ้าใครอยากสั่ง AI ให้เป็นแบบที่พวกมือโปรเขาทำกัน สามารถไปดูเทคนิคการสั่งงานแบบเจาะลึกได้ที่บทความนี้เลยครับ

🔗 สั่ง AI ยังไงให้ได้งานปัง เทคนิคการตลาดออนไลน์ใหม่ที่ต้องรู้

 

วิธีจัดทีมให้คุ้มงบ

     พอเราเห็นข้อดีข้อเสียของทั้งสองฝั่งแล้ว คำถามต่อมาคือเราจะเอามาปรับใช้ยังไงดี ในโลกธุรกิจจริงๆ เราไม่ได้สู้กันด้วยทฤษฎีจ๋าครับ การจะฟันธงว่าแบบไหนดีกว่ากัน คงต้องขอดูที่สเตจของธุรกิจคุณเป็นหลักก่อน และนี่คือตัวอย่างการจัดทีมที่ผมมักจะแนะนำลูกค้าให้ลองนำไปปรับใช้ดูครับ

     สำหรับธุรกิจเพิ่งเริ่มต้น ผมมักจะบอกเสมอว่าอย่าเพิ่งรีบแบกต้นทุนจ้างคนประจำเต็มทีมครับ ให้ใช้ AI ช่วยร่างแพลนงาน ทำภาพเบื้องต้น เพื่อประหยัดงบการตลาดออนไลน์ไปก่อน แล้วเราค่อยเจียดงบไปจ้างคนเก่งๆ มาทำเฉพาะงานที่เป็นหัวใจหลักของแบรนด์ดีกว่าครับ

     ถ้าเป็นสถาบันสอนการตลาด ธุรกิจสายนี้ใช้ความน่าเชื่อถือเป็นตัวทำเงินครับ ดังนั้นเนื้อหาหลักในคลาสอบรมการตลาดต้องถูกถ่ายทอดผ่านประสบการณ์จริงของคนสอนเท่านั้น คนที่เพิ่งเริ่มหาคลาสอบรมการตลาดมักจะสงสัยว่าให้ AI สอนแทนได้ไหม บอกเลยครับว่าฟีลลิ่งและอินไซต์ที่ได้มันต่างกันเยอะ

     ส่วนทีมทำคอนเทนต์ทั่วไป โดยเฉพาะในตลาดของคอร์ส Digital Marketing ที่แข่งกันดุเดือดมาก คนทำคอนเทนต์จากคอร์ส Digital Marketing ส่วนใหญ่จะเลือกใช้ AI ดึงเทรนด์มาวิเคราะห์ก่อนว่าคนกำลังอินเรื่องอะไร จากนั้นค่อยส่งไม้ต่อให้ฟรีแลนซ์ช่วยขัดเกลาบทความให้คนที่อยากเรียนคอร์ส Digital Marketing ตัดสินใจโอนเงินได้ง่ายขึ้นครับ

     มาดูฝั่งทีมเซลส์สายวิเคราะห์ตัวเลขกันบ้าง ตลาดคนที่เรียน Performance Marketing Course ย่อมคาดหวังผลลัพธ์ที่จับต้องได้ครับ จุดขายของ Performance Marketing Course จึงไปอยู่ที่ตัวเลขยอดขาย เอเจนซี่ที่รับดูแล Performance Marketing Course มักจะให้ AI หลังบ้านสรุปตาราง Data ขนาดยักษ์ออกมาเสียก่อน แล้วค่อยเอาตัวเลขที่ได้พวกนั้นมาวางแผนยิงแอด Performance Marketing Course ให้แม่นยำยิ่งขึ้นครับ

     สุดท้ายคือมือใหม่ที่เพิ่งรับงานอิสระ ถ้าเกิดคุณเป็นคนที่เพิ่งผ่านการอบรมการตลาด และกำลังจะเริ่มรับงาน ผมขอแนะนำให้ใช้เครื่องมือพวกนี้เป็นแค่ผู้ช่วยลดเวลางานจุกจิกครับ แต่ยังไงซะ ท้ายที่สุดคุณก็ต้องพึ่งพาประสบการณ์ของตัวเองในการสร้างความต่างเพื่อให้ลูกค้าเห็นคุณค่าในตัวคุณอยู่ดีครับ

 

Right Lane แนะนำ !!

แต่ถ้าอยากรู้ว่า AI ตัวไหน ใช้แล้วดี ใช้แล้วปัง เหมาะกับธุรกิจของเราที่สุด ก็สามารถมาหาคำตอบกันได้ ในบทความนี้เลยครับ

🔗 เทคนิคเลือก AI การตลาดออนไลน์ ให้ใช้ได้จริง ไม่ใช่แค่ตามเทรนด์

 

บทสรุป

     ผมมักจะพูดกับทีมน้องๆ เอเจนซี่เสมอครับว่า การทำงานยุคนี้ไม่ได้วัดกันว่าใครใช้เครื่องมือล้ำกว่ากัน แต่มันวัดกันที่ใครสามารถบริหารประสิทธิภาพงานให้เกิดความคุ้มค่าได้มากกว่ากันครับ

     ถ้าเป้าหมายสูงสุดของคุณคือการคุมงบแบบเบ็ดเสร็จ การเลือกที่จะพึ่งพาแค่คนหรือแค่ AI เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ถือเป็นความเสี่ยงอย่างมากครับ ธุรกิจที่อยู่รอดและเติบโตได้แบบยั่งยืนมักจะเลือกใช้โมเดลแบบผสมผสาน นั่นคือการให้ AI เป็นเสมือนแรงงานช่วยผลิตและจัดการข้อมูลเพื่อลดต้นทุนด้านเวลา แล้วค่อยจ้างฟรีแลนซ์ฝีมือดีมาเป็นคนคุมเกมและคอยตรวจคุณภาพงานอีกชั้นหนึ่งครับ

     คนที่เคยผ่านคลาสโหดๆ อย่าง Performance Marketing Course มาจะเข้าใจความจริงข้อนี้ดีครับว่า คำว่าการลดต้นทุน กับ การลดคุณภาพ มันมีแค่เส้นบางๆ กั้นอยู่เท่านั้นเอง การพยายามประหยัดงบการตลาดออนไลน์ด้วยการตัดคนออกให้หมดแล้วพึ่งพา AI แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ มันอาจจะทำให้ตัวเลขในบัญชีเดือนแรกของคุณดูสวยหรูครับ แต่เชื่อเถอะว่าคุณอาจจะต้องควักกระเป๋าจ่ายแพงกว่าเดิมหลายเท่าตัวเพื่อกอบกู้ภาพลักษณ์แบรนด์ในระยะยาว

     ดังนั้นเอาเข้าจริงๆ แล้ว การบริหารงบการตลาดออนไลน์ที่ถูกต้อง มันไม่ใช่แค่การมองหาคนที่คิดราคาถูกที่สุด หรือโปรแกรมที่เปิดให้ใช้ฟรีหรอกครับ แต่มันคือการมองหาผลตอบแทนจากการลงทุนที่คุ้มค่าต่างหาก เมื่อคุณเข้าใจจุดนี้อย่างถ่องแท้ คุณถึงจะเห็นครับว่าเม็ดเงินทุกบาทที่คุณตั้งใจลงทุนไปเพื่อผลักดันธุรกิจ หรือแม้แต่การโปรโมทคอร์ส Digital Marketing มันกำลังหมุนกลับมาสร้างกำไรให้คุณแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยจริงๆ ครับ

—————————

📌 สำหรับใครที่สนใจ คอร์ส Digital Marketing อบรมการตลาด เพื่อเพิ่มยอดขายผ่านหน้าเว็บไซต์ ยิงแอดครบทุก Platform พร้อมทั้งการวิเคราะห์ Conversion ด้วย data analytics ทั้งรูปแบบคอร์สเรียนออนไลน์, คอร์สเรียนแบบส่วนตัว หรือ In-House Training

📞 ติดต่อสอบถามข้อมูลกับ Right Lane Academy ได้ที่ 👇🏻

โทร : +66 (0) 94-616-3651 K.Por (Admin Rightlane)
Line : @rightlane
Facebook : https://www.facebook.com/RightLaneAcademy

#Rightlane #คอร์สเรียน digital marketing #GA4 #performancemarketing #googleanalytics4 #data analytics #อบรมการตลาด

ชญานิศ จิตรีปลื้ม (นิก)
ชญานิศ จิตรีปลื้ม (นิก)

ที่ปรึกษาด้าน digital Strategy และ Performance Marketing มามากกว่า 10 ปี อาจารย์พิเศษด้านการตลาด ให้กับมหาวิทยาลัยชั้นนำ อาทิ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
(Digital Marketing Strategy )

ประสบการณ์วางแผนกลยุทธ์ทางด้าน Digital Marketing โดยเฉพาะ Online Platform ยอดนิยม เช่น Facebook ads , Google ads , SEO , Tiktok ,
Line , Youtube , Marketplace Ads มากกว่า 500+ Campaign (Digital Media Tools )

ประสบการณ์ด้าน Consult เทคนิคเชิงลึกสำหรับ Digital Media Tools เพื่อให้ทุกงบการลงทุนโฆษณาคุ้มค่ามากที่สุด อาทิเช่น การเพิ่ม Conversion ให้ธุรกิจ ,
เทคนิค ทำอย่างไรให้ CPA ราคาถูกลง , มีคนทักเยอะ ไม่มีคุณภาพ ปิดการขายไม่ได้ , สินค้าเสี่ยง Policy พร้อมเทคนิคการยิงแอดยังไงให้ไม่โดน Reject

บทความที่เกี่ยวข้อง

ฟรีแลนซ์ VS AI ทำการตลาดออนไลน์แบบไหน ให้งบไม่บานปลาย

Home Table of Contents      ปัญหาโลกแตกของการทำธุรกิจยุคนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าจะขายอะไร แต่อยู่ที่ว่าจะบริหารหลังบ้านยังไงไม่ให้งบจมไปกับขั้นตอนที่ผิดพลาดครับ หลายแบรนด์พยายามหั่นงบการตลาดออนไลน์ด้วยการเทงานทั้งหมดไปให้ AI ทำ เพราะเชื่อว่ามันประหยัดกว่า

Read More »

ทำธุรกิจต้องรู้! AI ฟรี vs เสียเงิน คุ้มแค่ไหน กับการตลาดออนไลน์

Home Table of Contents เคยหัวเสียกับข้อความแจ้งเตือนโควตาการใช้งานของคุณหมดแล้ว ตอนกำลังปั่นงานด่วนไหมครับ? ผมเชื่อว่าหลายคนที่เคยลองใช้ AI น่าจะคุ้นเคยกับความหงุดหงิดนี้ดี บางธุรกิจอาจพยายามประหยัดงบด้วยการให้ทีมงานสลับใช้อีเมลหลายๆ อันสมัคร AI เวอร

Read More »
อบรมการตลาด

เทคนิคเลือก AI การตลาดออนไลน์ ให้ใช้ได้จริง ไม่ใช่แค่ตามเทรนด์

Home Table of Contents หลายคนคงรู้ดี ว่าทุกวันนี้ AI เข้ามามีบทบาทกับการทำการตลาดออนไลน์ มากขึ้นจนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว จากประสบการณ์ที่ผมอยู่ฝั่งเอเจนซี่มา ผมพบว่าความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่การเข้าถึงเทคโนโลยี แต่คือการที่เราจะเลือกใช้ AI ย

Read More »