- Home
- Digital Marketing New
- คอนเทนต์ที่อยากเขียน vs ที่คนอยากอ่าน ต่างกันไงในการตลาดออนไลน์
Table of Contents
ยุคนี้ที่ใครๆ ต่างก็มีเพจ มีช่องของตัวเอง การแย่งสายตาคนบนหน้าจอมือถือดุเดือดขึ้นทุกวัน สิ่งหนึ่งที่ผมมักจะโดนถามบ่อยๆ เวลาไปคุยงานหรือวางกลยุทธ์ให้หลายๆ บริษัท ก็คือทำไมคอนเทนต์ที่ทีมตั้งใจทำกันสุดๆ ถึงแป้ก ทั้งที่ภาพก็สวย ข้อมูลก็แน่น
จริงๆ แล้วความพยายามของทีมงานเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมครับ แต่บางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ภาพไม่สวย หรือโปรดักส์ของคุณไม่ดีเลยครับ เพราะปัญหาจริงๆ คือการทำคอนเทนต์แบบเล่าใน “สิ่งที่แบรนด์อยากบอก” แทนที่จะเป็น “สิ่งที่คนอยากรู้” มากกว่าครับ เรื่องนี้แหละที่เป็นหลุมพรางก้อนใหญ่ คอยผลาญทั้งเงิน และเวลาแบบไม่รู้ตัว วันนี้ผมเลยอยากมาเจาะลึกเรื่องนี้กัน ว่า คอนเทนต์ที่แบรนด์อยากเขียน กับคอนเทนต์ที่คนอยากอ่าน มันต่างกันตรงไหนในโลกของการตลาดออนไลน์ยุคนี้ครับ
ทำไมคอนเทนต์ที่แบรนด์ชอบ มักไม่ใช่คอนเทนต์ที่คนอยากอ่าน
คือเวลาเรานั่งบรีฟงานกันในห้องประชุม เรามักจะอินกับของของเราเป็นพิเศษใช่ไหมล่ะครับ เราอยากตะโกนบอกทุกคนว่าแบรนด์เรามีนวัตกรรมอะไรใหม่ เปิดมานานแค่ไหน ได้รางวัลอะไรมาบ้าง ซึ่งนั่นคือมุมมองของคนที่อยากพรีเซนต์ตัวเอง แต่ลองสลับไปมองฝั่งคนอ่านที่กำลังไถฟีดอยู่บ้านดูครับ เขาไม่ได้ตื่นมาพร้อมกับความอยากรู้ว่าบริษัทคุณเก่งแค่ไหน แต่เขามีปัญหาบางอย่างในชีวิตที่รอคนมาช่วยแก้ต่างหาก
ความต่างตรงนี้แหละที่สร้างรอยรั่วใหญ่ๆ ในการทำธุรกิจ ยกตัวอย่างง่ายๆ สถาบันที่จัดอบรมการตลาดแห่งหนึ่ง พยายามพรีเซนต์ว่าหลักสูตรตัวเองมีวิทยากรจบนอกกี่คน สไลด์สวยล้ำแค่ไหน แต่ในความเป็นจริง คนที่กำลังไถกูเกิลหาคอร์ส Digital Marketing สักคอร์ส เขาแค่อยากรู้ว่า เรียนจบแล้วจะเอากลับไปยิงแอดกู้ยอดขายให้ร้านตัวเองได้จริงไหม หรือคนที่ลงเรียน Performance Marketing Course ก็แค่อยากหาวิธีลดค่าแอดให้บริษัท คอนเทนต์ที่แบรนด์ชอบเขียนมันเลยมักจะวิ่งสวนทางกับความต้องการลึกๆ ของคนอ่านอยู่เสมอครับ
แล้วคนอ่านชอบอะไร?
คนไม่ได้ค้นหาสินค้า แต่กำลังค้นหาคำตอบ
ในยุคนี้คนอ่านมีสิทธิ์เลือกเต็มที่ครับ ด่านแรกที่เขาจะตัดสินใจว่าจะหยุดอ่านหรือไถผ่าน คือคอนเทนต์นั้นตอบโจทย์ Search Intent หรือสิ่งที่เขาตั้งใจหาหรือเปล่า เวลาเจ้าของธุรกิจสักคนเสิร์ชหาข้อมูลเพื่อไปอบรมการตลาด เขาไม่ได้อยากไปนั่งฟังเลกเชอร์ให้ง่วงนอน แต่เขากำลังหาคำตอบว่า ทำไมช่วงนี้ยอดถึงตก แล้วจะใช้วิธีไหนงัดยอดกลับมาได้ การเข้าใจ Search Intent ก็คือการมองให้ออกว่า หลังคีย์เวิร์ดที่คนพิมพ์ลงไป มันมีความกังวลอะไรซ่อนอยู่ ถ้าเราตอบตรงจุด โอกาสที่เขาจะเลือกสมัครคอร์ส Digital Marketing กับเราก็พุ่งสูงขึ้นตามไปด้วยครับ
ทำไม Customer Insight ถึงสำคัญ
หลายครั้งเรามักเห็นทีมทำคอนเทนต์เอาความชอบส่วนตัวเป็นที่ตั้ง หรือใช้เซนส์ว่า “หัวข้อนี้น่าจะโดน” โดยลืมขุดหา Customer Insight หรือ Pain Point จริงๆ ของลูกค้า คอนเทนต์ที่ไม่ได้มาจากความเข้าใจปัญหาลูกค้า ก็เหมือนเกาไม่ถูกที่คัน ต่อให้เขียนดีแค่ไหนคนก็ไม่อิน คนที่ยอมจ่ายเงินแพงๆ เพื่อเข้าเรียน Performance Marketing Course ไม่ได้ควักเงินเพราะแบนเนอร์โฆษณาสวย แต่เขาจ่ายเพราะเชื่อว่านี่คือทางออกของปัญหาค่าแอดแพงที่บริษัทเขากำลังเจอ Insight พวกนี้แหละครับคือวัตถุดิบชั้นยอดที่คนทำการตลาดออนไลน์ต้องเอามาใช้เป็นแกนหลักในการปั้นเนื้อหา
Customer Journey เปลี่ยนวิธีเสพคอนเทนต์อย่างไร
คนเราเสพข้อมูลไม่เหมือนกันในแต่ละช่วงเวลาของการตัดสินใจครับ หรือที่เราเรียกกันว่า Customer Journey ช่วง Awareness (เพิ่งรู้ตัวว่ามีปัญหา) ลูกค้าอาจจะเพิ่งสังเกตเห็นว่ายอดเริ่มตก เขาต้องการคอนเทนต์ที่อธิบายเทรนด์ช่วงนี้ พอขยับมาช่วง Consideration (เริ่มหาทางเลือก) เขาจะเริ่มเปรียบเทียบละ ว่าจ้างเอเจนซี่กับส่งทีมไปอบรมการตลาด แบบไหนมันคุ้มกว่ากันในระยะยาว พอถึงช่วง Decision (พร้อมตัดสินใจ) เขาถึงจะต้องการรีวิวจากคนเรียนจริงเพื่อสร้างความมั่นใจ ถ้าเราโยนคอนเทนต์ไปผิดจังหวะ เช่น ไปฮาร์ดเซลล์ขายคอร์ส Digital Marketing แบบยัดเยียดตั้งแต่ตอนที่เขายังไม่รู้เลยว่าตัวเองมีปัญหา คอนเทนต์นั้นก็โดนปัดตกทันทีครับ
ตารางเปรียบเทียบชัดๆ
หลายครั้งเวลาผมไปพรีเซนต์งานให้ลูกค้า หรือแม้แต่นั่งเบรนสตรอมกับทีมนักการตลาด บางทีพอเราคุยเรื่องทฤษฎีหรือ Customer Journey กันเยอะๆ ภาพในหัวมันอาจจะยังเบลอๆ มองไม่เห็นว่าหน้าตาของชิ้นงานจริงๆ มันจะออกมาต่างกันยังไง
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนแบบไม่ต้องจินตนาการเอง ผมเลยจับแนวคิดทั้งสองแบบมาชนกันให้ดูครับ เราจะได้เห็นกันไปเลยว่า คอนเทนต์ฝั่งที่แบรนด์อยากเขียนเล่ากับฝั่งที่คนอ่านกำลังรอคอยคำตอบพอเอามาวางเทียบกันแล้ว ทั้งวิธีคิด การใช้คำ ไปจนถึงผลลัพธ์มันอยู่กันคนละโลกขนาดไหน
ลองดูตารางนี้แล้วใช้เป็นเช็กลิสต์ตรวจสุขภาพเพจดูนะครับ ว่าตอนนี้คอนเทนต์ของบริษัทเรากำลังหนักไปทางฝั่งซ้ายหรือฝั่งขวา
ประเด็นเปรียบเทียบ | คอนเทนต์ที่แบรนด์อยากเขียน (Brand-Centric) | คอนเทนต์ที่คนอยากอ่าน (Customer-Centric) |
หัวข้อหลัก | อวดฟีเจอร์ ประวัติบริษัท รางวัลที่ได้ | สินค้าแก้ปัญหาอะไร ทำไมต้องใช้ ใช้ยังไง |
เป้าหมาย | โปรโมตแบรนด์ เน้นภาพลักษณ์ดูยิ่งใหญ่ | ให้คำตอบ ลดความเสี่ยง ช่วยให้ตัดสินใจง่าย |
การใช้คำ | เอาคำว่า “เรา” และ “สินค้าของเรา” เป็นหลัก | เอาคำว่า “คุณ” และ “ปัญหาของคุณ” เป็นหลัก |
การรับสาร | คนอ่านต้องเอาไปคิดต่อเองว่าเกี่ยวอะไรกับเขา | อ่านปุ๊บเก็ทปั๊บ เพราะตรงกับสิ่งที่ตามหาอยู่ |
สิ่งที่อยากบอก | เราเก่ง เราใหม่ ของเราดี ประสบการณ์แน่น | ลูกค้าอยากรู้ว่าของสิ่งนี้ช่วยชีวิตเขาได้ยังไง |
Search Intent | ไม่ค่อยตรงกับสิ่งที่คนเสิร์ชหาจริงๆ บนแพลตฟอร์ม | ล้อไปกับคีย์เวิร์ดและคำถามที่คนพิมพ์หาเป๊ะๆ |
Engagement | เงียบเหงา ถ้าคนอ่านไม่ใช่แฟนคลับตัวยง | ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะหัวข้อโดนใจ |
โอกาสติด SEO | ยาก เพราะไม่ได้อิงปัญหาหรือ Search Volume | สูงปรี๊ด เพราะตอบโจทย์พฤติกรรมคนหาข้อมูล |
โอกาสเกิด Conversion | ต่ำ เพราะไม่ได้ไปกระตุ้นความต้องการลึกๆ | สูง เพราะพาคนไปถึงจุดตัดสินใจซื้อได้ถูกเวลา |
ผลลัพธ์ที่ได้ | คนแค่เลื่อนผ่าน หรือไถหน้าจอปิดทิ้งไปไวๆ | ได้ทราฟฟิกคุณภาพ และมีโอกาสปิดการขายจริง |
5 จุดสังเกต เรากำลังยัดเยียดคอนเทนต์ให้คนอ่านอยู่ไหม?
ก่อนจะข้ามไปดูวิธีแก้ ลองมาตรวจสุขภาพคอนเทนต์กันแบบเร็วๆ ก่อนครับ บางทีเวลาเราทำงานคลุกคลีกับโปรดักส์ทุกวัน มันมักจะเกิด “จุดบอด” ที่ทำให้เราเผลอเชียร์ของตัวเองหนักเกินไปโดยไม่รู้ตัว ลองสวมหมวกเป็นคนอ่านดูนะครับ แล้วสแกนดูว่าตอนนี้เพจของคุณกำลังมี 5 อาการนี้ซ่อนอยู่ไหม
พูดถึงตัวเองมากกว่าปัญหาลูกค้า
วิธีเช็กง่ายๆ เลยครับ ลองนับคำว่า “เรา” เทียบกับคำว่า “คุณ” ในบทความดู ถ้าเนื้อหามีแต่อวดว่าบริษัทเปิดมาสิบปี ทีมงานเก่งระดับท็อป คนอ่านจะเริ่มเบื่อและกดปิดทิ้งไปดื้อๆ เพราะเขาไม่รู้สึกว่าตัวเองมีส่วนร่วมอะไรกับเรื่องนี้ วิธีแก้คือพลิกมุมเล่าใหม่ครับ เปลี่ยนจากพูดเรื่องตัวเอง เป็นการหยิบเอาปัญหาที่คนมาอบรมการตลาดมักจะเจอบ่อยๆ ขึ้นมาคุยเป็นประเด็นหลัก แล้วค่อยเอาความเก่งของเราเข้าไปเป็นทางออกในตอนท้าย
เน้นฟีเจอร์มากกว่าผลลัพธ์
นี่คือกับดักยอดฮิตที่หลายคนเผลอเหยียบ สมมติคุณจะขายคอร์ส Digital Marketing แล้วจั่วหัวว่า “สอน 10 โมดูล อัปเดตเครื่องมือใหม่ คลิปชัด 4K” ผลคือคนอ่านจะรู้สึกเฉยๆ แค่รับรู้แต่ไม่ได้รู้สึกอยากซื้อ เราต้องเปลี่ยนฟีเจอร์พวกนี้ให้เป็นผลลัพธ์ (Benefit) ครับ เช่น “เรียนจบ 10 โมดูลนี้ คุณวางแผนยิงแอดลดต้นทุนได้เองทันที” แบบนี้คือการขายการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่แค่ขายสเปกทื่อๆ
ใช้หัวข้อที่ไม่มีคนค้นหา
บางทีทีมงานก็ครีเอทชื่อหัวข้อซะหล่อเลย สละสลวยเหมือนบทกวี แต่สุดท้ายคอนเทนต์แป้กเพราะไม่มีคนเสิร์ชหา อันนี้เราต้องยอมรับความจริงครับว่า Search Volume สำคัญกว่าความอินส่วนตัว ก่อนจะทำคอนเทนต์โปรโมตให้คนที่สนใจ Performance Marketing Course เราต้องพึ่งเครื่องมือวิเคราะห์คีย์เวิร์ดก่อนว่า ช่วงนี้คนเขากำลังสนใจหรือเสิร์ชคำไหนกันแน่
พยายามขายตั้งแต่บรรทัดแรก
นึกภาพเราเดินเข้าห้างแล้วพนักงานพุ่งมาขายของใส่หน้าเลย เราก็ถอยหนีใช่ไหมครับ คอนเทนต์ก็เหมือนกัน ถ้าย่อหน้าแรกมีแต่ปุ่มสมัครอบรมการตลาดเต็มไปหมด แบรนด์จะดูหิวแสงและน่ารำคาญทันที วิธีแก้คือต้องให้คุณค่าเขาก่อน ปูบริบท ให้ความรู้ แสดงให้เห็นว่าเราเข้าใจปัญหาของเขาจริงๆ แล้วค่อยหยอดช่องทางติดต่อแบบเนียนๆ ในจังหวะที่เขาพร้อมจะฟังเราแล้ว
ไม่มีข้อมูลจากลูกค้าจริง
คอนเทนต์ที่เกิดจากการนั่งมโนเอาเองในห้องแอร์ มันจะดูเป็นทฤษฎีจ๋าและไม่แตะ Pain Point จริงๆ วิธีแก้ที่เวิร์คสุดคือเดินไปคุยกับทีมเซลส์ หรือเอาฟีดแบ็กจากคนที่มาเรียน Performance Marketing Course กับเราจริงๆ มาดูว่า ตอนที่เขาจะตัดสินใจโอนเงิน เขาติดขัดเรื่องอะไร คำพูดเรียลๆ จากหน้างานแบบนี้แหละครับ เอามาเขียนคอนเทนต์ได้ทัชใจสุดๆ
4 วิธีพลิกคอนเทนต์ ให้กลายเป็น “สิ่งที่คนอยากอ่าน”
เริ่มจากคำถามที่ลูกค้าถามบ่อย
ไอเดียทำคอนเทนต์ที่ดีที่สุด อยู่ในกล่องอินบ็อกซ์คุณนั่นแหละครับ เอาคำถามที่ลูกค้าชอบทักมาถามซ้ำๆ มาตั้งเป็นแกนหลัก การตอบเรื่องที่คนคาใจให้เคลียร์ คือก้าวแรกของการสร้างทรัสต์ในการทำการตลาดออนไลน์ สมมติมีคนทักมาถามเรื่องความคุ้มค่าของการเรียนคอร์ส Digital Marketing บ่อยๆ นี่แหละครับคือหัวข้อชั้นดีที่ควรหยิบมาเขียนอธิบายยาวๆ ให้เขาหายสงสัย
ใช้ Search Intent เป็นตัวตั้ง
ก่อนจะเริ่มเคาะคีย์บอร์ด ตั้งเป้าไว้เลยว่าคนที่เข้ามาอ่านหน้านี้เขาต้องการอะไร ถ้าเขาเสิร์ช “ข้อดีของการยิงแอด” Intent คือหาข้อมูลกว้างๆ เราก็เขียนแนวปูพื้นฐานอธิบายให้เห็นภาพรวม แต่ถ้าเขาเสิร์ช “เรียน Performance Marketing Course ที่ไหนดี” อันนี้ Intent คือเขากำลังพร้อมจะโอนเงินแล้ว คอนเทนต์ก็ต้องเน้นรีวิว โชว์ความน่าเชื่อถือ และบอกผลลัพธ์หลังเรียนให้ชัดเจนเพื่อปิดการขายครับ
เปลี่ยนการขาย เป็นการช่วยตัดสินใจ
เราต้องเปลี่ยนโหมดจากเซลส์แมนฮาร์ดเซลล์มาเป็นที่ปรึกษาครับ ไม่ต้องไปพยายามยัดเยียดให้เขาซื้อ แต่ให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจทั้งข้อดีและข้อจำกัดให้ครบ เพื่อลดความลังเลในใจเขา ถ้าเขารู้สึกว่าเราโปร่งใส ไม่หมกเม็ด เดี๋ยวเขาจะสบายใจและตัดสินใจสมัครอบรมการตลาดกับเราเองครับ
ใช้ข้อมูลจากลูกค้าจริง
เวลาเขียนเนื้อหา พยายามหยอดสถานการณ์จริงลงไปด้วยเสมอ แทนที่จะเคลมลอยๆ ว่าหลักสูตรเราเนื้อหาเข้มข้นมาก ลองเปลี่ยนเป็นยกเคสว่า คนที่ผ่าน Performance Marketing Course ของเราไปแล้ว เขาเอาทริคไปแก้ปัญหาแคมเปญแอดกินเงินฟรีได้อย่างไรบ้าง เล่าแบบนี้ดูรู้ลึกและจับต้องได้กว่าเยอะครับ ลองดูตัวอย่างการบิดคำง่ายๆ เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นครับ
จากที่แบรนด์อยากเขียน “ทำไมคอร์สของเราถึงดีที่สุด” ลองเปลี่ยนเป็นสิ่งที่คนอยากอ่านอย่าง “วิธีเลือกคอร์ส Digital Marketing ให้ไม่เสียเงินฟรี พร้อมเช็กลิสต์ก่อนโอน”
หรือจากที่แบรนด์อยากประกาศ “เปิดตัวหลักสูตรใหม่ล่าสุด” เปลี่ยนเป็นสิ่งที่คนอยากอ่าน “Performance Marketing Course เหมาะกับใครบ้าง และใครที่ยังไม่ควรเรียน”
เห็นไหมครับ แค่สลับมุมมองนิดเดียว คอนเทนต์ก็ดูน่าอ่าน เป็นมิตร และน่าแชร์ขึ้นเป็นกองเลยครับ
คอนเทนต์แบบไหนสร้าง Traffic และ Conversion ได้จริง
พอเราเริ่มจับทางคนอ่านได้แล้ว คอนเทนต์ที่มักจะทำผลงานได้ดีในการลากคนเข้าเว็บไซต์และเปลี่ยนคนแปลกหน้าให้กลายเป็นลูกค้า มักจะมาในทรงนี้ครับ
คอนเทนต์ประเภท How-to หรือสอนทำทีละสเต็ป
อันนี้เกิดมาเพื่อแก้ปัญหาให้คนเลย เช่น “วิธีจัดงบสำหรับคนเพิ่งเริ่มทำการตลาดออนไลน์” คอนเทนต์แบบนี้ช่วยดึงทราฟฟิกเข้าเว็บได้เรื่อยๆ เป็นเหมือนแม่เหล็กที่ทำงานให้เราตลอดเวลา
คอนเทนต์แบบเปรียบเทียบ
อันนี้คือตัวจบในกระบวนการตัดสินใจเลยครับ เพราะคนเรามักจะลังเลระหว่างสองสามตัวเลือก ถ้าเราทำตารางเปรียบเทียบให้ดูชัดๆ ระหว่างการงมทำเองกับการมาลงอบรมการตลาด มันช่วยให้เขาตัดสินใจฟันธงได้ง่ายขึ้นมาก
นอกจากนี้ พวก Case Study ที่ชำแหละความสำเร็จหรือความพังของธุรกิจจริง, หน้า FAQ รวบรวมคำถามยอดฮิต, หรือ Buyer Guide ก็เป็นรูปแบบที่คนยุคนี้ชอบ เพราะข้อมูลมันน่าเชื่อถือและย่อยมาให้เรียบร้อยแล้ว การวางโครงสร้างคอนเทนต์แบบนี้แหละครับที่จะช่วยปั้นยอด Conversion ให้เราได้จริง
บทสรุป
จากประสบการณ์ที่ผมลุยงานในเอเจนซี่และวางแผนให้มาหลายๆ แบรนด์ ถ้าให้สรุปว่าทำไมคอนเทนต์ที่แบรนด์อยากเขียนมันถึงไม่ค่อยโดนใจคนอ่าน คำตอบสั้นๆ และกำปั้นทุบดินที่สุดคือ “เรายืนมองกันคนละมุม” ครับ แบรนด์มักจะมองหาวิธีปั๊มยอดขาย แต่คนอ่านเขามองหาวิธีแก้ปัญหาชีวิต คอนเทนต์ที่ปังคือคอนเทนต์ที่ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมสองฝั่งนี้เข้าหากัน โดยมี Search Intent และความเข้าใจลูกค้าเป็นหลัก
ความเชื่อผิดๆ ที่ผลาญงบธุรกิจไปเยอะที่สุดคือคำพูดที่ว่า “คอนเทนต์ยอดวิวน้อย แปลว่าอัดงบยิงแอดไม่พอ” การสาดเงินใส่คอนเทนต์ที่พังมาตั้งแต่โครงสร้าง มันก็เหมือนการพยายามตะโกนใส่ไมโครโฟนที่ไม่มีคนอยากฟังนั่นแหละครับ ธุรกิจที่ใช้งบการตลาดออนไลน์ได้ฉลาดที่สุด ไม่ใช่คนที่ทุ่มเงินเยอะสุด แต่คือคนที่เก็ทว่าคนที่มาหาคอร์ส Digital Marketing หรือคนที่อยากเรียน Performance Marketing Course เขากำลังติดล็อกตรงไหนอยู่ต่างหาก
ในสายงานนี้ การวัดผลด้วย Data สำคัญกว่าการมโนด้วยความรู้สึกครับ การทำคอนเทนต์ที่ดีมันต้องเทสต์ ต้องอิงข้อมูล และปรับแก้กันตลอดเวลา ไม่ว่าเราจะเชียร์ให้คนมาลงอบรมการตลาด หรือขายโปรดักส์อะไรก็ตาม เมื่อไหร่ที่เรารู้จักลดอีโก้ของแบรนด์ลง แล้วหันไปฟังเสียงจริงๆ ของคนอ่าน เมื่อนั้นคอนเทนต์ของคุณจะไม่ใช่แค่โพสต์รกๆ บนหน้าฟีด แต่มันจะเป็นเครื่องมือทำเงินที่ยั่งยืนให้ธุรกิจคุณได้จริงๆ ครับ
————————————————————————————————————————————————-
| Right Lane แนะนำ !! |
ยิ่งเดี๋ยวนี้มีเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง AI มาช่วยให้การทำงานของเราง่ายขึ้นแล้ว แต่ถ้าไม่อยากพลาดเลือกใช้ผิดจนเสียเงินไปฟรีๆ ไม่ต่างกับการเผางบแอด ต้องรีบอ่านบทความข้างล่างนี้เลย 🔗 คู่มือเลือก AI Tools ทำการตลาดออนไลน์ยังไง ให้เหนือคู่แข่ง |
—————————
📌 สำหรับใครที่สนใจ คอร์ส Digital Marketing อบรมการตลาด เพื่อเพิ่มยอดขายผ่านหน้าเว็บไซต์ ยิงแอดครบทุก Platform พร้อมทั้งการวิเคราะห์ Conversion ด้วย data analytics ทั้งรูปแบบคอร์สเรียนออนไลน์, คอร์สเรียนแบบส่วนตัว หรือ In-House Training
📞 ติดต่อสอบถามข้อมูลกับ Right Lane Academy ได้ที่ 👇🏻
โทร : +66 (0) 94-616-3651 K.Por (Admin Rightlane)
Line : @rightlane
Facebook : https://www.facebook.com/RightLaneAcademy
#Rightlane #คอร์สเรียน digital marketing #GA4 #performancemarketing #googleanalytics4 #data analytics #อบรมการตลาด
ชญานิศ จิตรีปลื้ม (นิก)
ที่ปรึกษาด้าน digital Strategy และ Performance Marketing มามากกว่า 10 ปี อาจารย์พิเศษด้านการตลาด ให้กับมหาวิทยาลัยชั้นนำ อาทิ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
(Digital Marketing Strategy )
ประสบการณ์วางแผนกลยุทธ์ทางด้าน Digital Marketing โดยเฉพาะ Online Platform ยอดนิยม เช่น Facebook ads , Google ads , SEO , Tiktok ,
Line , Youtube , Marketplace Ads มากกว่า 500+ Campaign (Digital Media Tools )
ประสบการณ์ด้าน Consult เทคนิคเชิงลึกสำหรับ Digital Media Tools เพื่อให้ทุกงบการลงทุนโฆษณาคุ้มค่ามากที่สุด อาทิเช่น การเพิ่ม Conversion ให้ธุรกิจ ,
เทคนิค ทำอย่างไรให้ CPA ราคาถูกลง , มีคนทักเยอะ ไม่มีคุณภาพ ปิดการขายไม่ได้ , สินค้าเสี่ยง Policy พร้อมเทคนิคการยิงแอดยังไงให้ไม่โดน Reject
บทความที่เกี่ยวข้อง

คอนเทนต์ที่อยากเขียน vs ที่คนอยากอ่าน ต่างกันไงในการตลาดออนไลน์
Home Table of Contents ยุคนี้ที่ใครๆ ต่างก็มีเพจ มีช่องของตัวเอง การแย่งสายตาคนบนหน้าจอมือถือดุเดือดขึ้นทุกวัน สิ่งหนึ่งที่ผมมักจะโดนถามบ่อยๆ เวลาไปคุยงานหรือวางกลยุทธ์ให้หลายๆ บริษัท ก็คือทำไมคอนเทนต์ที่ทีมตั้งใจทำกันสุดๆ ถึงแป้ก ทั้งที่ภาพก็สวย ข้อ

ฟรีแลนซ์ VS AI ทำการตลาดออนไลน์แบบไหน ให้งบไม่บานปลาย
Home Table of Contents ปัญหาโลกแตกของการทำธุรกิจยุคนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าจะขายอะไร แต่อยู่ที่ว่าจะบริหารหลังบ้านยังไงไม่ให้งบจมไปกับขั้นตอนที่ผิดพลาดครับ หลายแบรนด์พยายามหั่นงบการตลาดออนไลน์ด้วยการเทงานทั้งหมดไปให้ AI ทำ เพราะเชื่อว่ามันประหยัดกว่า

ทำธุรกิจต้องรู้! AI ฟรี vs เสียเงิน คุ้มแค่ไหน กับการตลาดออนไลน์
Home Table of Contents เคยหัวเสียกับข้อความแจ้งเตือนโควตาการใช้งานของคุณหมดแล้ว ตอนกำลังปั่นงานด่วนไหมครับ? ผมเชื่อว่าหลายคนที่เคยลองใช้ AI น่าจะคุ้นเคยกับความหงุดหงิดนี้ดี บางธุรกิจอาจพยายามประหยัดงบด้วยการให้ทีมงานสลับใช้อีเมลหลายๆ อันสมัคร AI เวอร