คู่มือเลือก AI Tools ทำการตลาดออนไลน์ยังไง ให้เหนือคู่แข่ง

  • Home
  • Digital Marketing New
  • คู่มือเลือก AI Tools ทำการตลาดออนไลน์ยังไง ให้เหนือคู่แข่ง
การตลาดออนไลน์

Table of Contents

     ช่วงหลังมานี้ เวลาผมเข้าไปดูหลังบ้านให้ลูกค้า สิ่งหนึ่งที่เจอเหมือนกันแทบทุกราย และเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก คือรูรั่วทางการเงินที่เกิดจากการสมัครบริการเครื่องมือต่างๆ ทิ้งไว้ครับ โดยเฉพาะเครื่องมือ AI ที่กำลังมาแรง ซึ่งหลายบริษัทจ่ายค่าสมาชิกรายเดือนรวมๆ กันปีละหลายแสน แต่พอกางสถิติการใช้งานดูจริงๆ กลับพบว่ามีการล็อกอินเข้าไปใช้แค่นับครั้งได้

     ในยุคที่การตลาดออนไลน์แข่งขันกันดุเดือด การมีอาวุธที่ทันสมัยเป็นเรื่องดีครับ แต่ปัญหาที่ผมพบบ่อยๆ กลับไม่ใช่การที่แบรนด์ขาดแคลนเครื่องมือ แต่เป็นการมีเครื่องมือเยอะเกินความจำเป็น จนกลายเป็นภาระมากกว่าตัวช่วยต่างหาก 

     หลายท่านอาจเริ่มต้นใช้ด้วยความตั้งใจดี อยากให้ธุรกิจของเราทันโลกมากขึ้น แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นว่า ซื้อมาแล้วทีมงานใช้ไม่เป็น หรือซื้อมาแล้วไม่ตอบโจทย์โครงสร้างธุรกิจ จนกลายเป็นการลงทุนที่สูญเปล่า

     วันนี้ผมจึงอยากจะมาแชร์วิธีคิดในการคัดกรอง AI Marketing Tools ในแบบฉบับที่คนทำงานเอเจนซี่ใช้กันจริงๆ เพื่อให้ทุกบาทที่คุณจ่ายไป กลายเป็นกำไรกลับมา ไม่ใช่แค่ค่าใช้จ่ายที่ตัดผ่านบัตรเครดิตไปเฉยๆ ครับ


กับดักของการมีของ แต่ใช้ไม่เป็น

     เราต้องยอมรับก่อนครับว่า AI Marketing Tools คือเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนเกมการตลาดออนไลน์จริงๆ ทั้งช่วยลดเวลาทำงานซ้ำซาก ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า หรือช่วยบริหารแคมเปญโฆษณา ซึ่งเป็นหัวข้อมาตรฐานที่คอร์ส Digital Marketing ยุคใหม่ต้องสอนเลยล่ะครับ แต่ประเด็นคือผู้ประกอบการจำนวนมากมักจะทำงานข้ามขั้นครับ

     ผมเคยเจอกรณีศึกษาจริงในงานอบรมการตลาดหลายครั้ง ที่ผู้บริหารตัดสินใจซื้อซอฟต์แวร์ราคาแพงเพียงเพราะเห็นคู่แข่งใช้ หรือกลัวตกขบวน โดยลืมประเมินว่าคนของเราพร้อมไหม และข้อมูลของเราพร้อมหรือเปล่า การเอาเครื่องมือที่ซับซ้อนไปให้ทีมงานที่ยังไม่มีพื้นฐาน ก็เหมือนเอารถ F1 ไปขับบนถนนลูกรังครับ วิ่งไม่ออก พังง่าย และคนขับก็ถอดใจ

     ดังนั้นก่อนจะควักกระเป๋าจ่ายเงิน เราต้องมีหลักยึดครับ เพื่อให้แน่ใจว่าเครื่องมือนั้นจะเข้ามาแก้ปัญหาได้จริง ไม่ใช่สร้างปัญหาเพิ่ม ซึ่งผมสรุปหลักคิดสำคัญที่มักใช้สอนใน Performance Marketing Course ออกมาได้ดังนี้ครับ


4 หลักคิด คัดกรอง AI Tools ให้คุ้มค่าการลงทุน

  1. เลือกขนาดเสื้อให้พอดีตัว (Size & Scale)

     เครื่องมือที่ดีที่สุด คือเครื่องมือที่ทีมงานคุณเปิดใช้ทุกวันครับ ไม่ใช่เครื่องมือที่ฟีเจอร์เยอะที่สุด

     สำหรับ SME / ทีมเล็ก ถ้าคุณมีทีมกราฟิกแค่คนเดียว หรือแอดมิน 2 คน การเลือกเครื่องมือระดับ Enterprise ที่ต้อง Setup เป็นเดือน คือหายนะครับ ให้เลือกเครื่องมือที่หน้าตาเว็บใช้งานง่าย และพร้อมใช้งานทันทีจะดีที่สุด หรือการส่งทีมไปอบรมการตลาด คอร์ส Digital Marketing สั้นๆ เพื่อเรียนรู้วิธีใช้เครื่องมือเหล่านี้ จะเห็นผลเร็วกว่าและคุ้มค่ากว่ามาก

     สำหรับองค์กรใหญ่ โจทย์สำคัญคือความเข้ากันได้ของระบบครับ ลองนึกภาพว่าเรามีข้อมูลลูกค้าเดิมเยอะอยู่แล้ว ถ้าเราซื้อ AI ตัวใหม่มา แต่ดันเอาไปเชื่อมต่อกับข้อมูลนี้ไม่ได้ ต่างคนต่างทำงาน ข้อมูลก็จะกระจัดกระจาย ไม่ส่งถึงกัน ผลที่ตามมาคือหายนะของการทำการตลาดออนไลน์ครับ เพราะ AI จะทำงานแบบตาบอด เช่น ยิงโฆษณาสินค้าตัวเดิมไปขายลูกค้าที่เพิ่งซื้อไปเมื่อวาน หรือส่งโปรโมชันไปหาลูกค้าที่กำลังโมโห และร้องเรียนอยู่ เพราะ AI เข้าไม่ถึงข้อมูลการซื้อขายจริง ดังนั้นต้องเลือกเครื่องมือที่คุยกับระบบหลังบ้านเดิมของคุณรู้เรื่องเท่านั้นครับ

 

  1. ชัดเจนในวัตถุประสงค์ (Clear Objective)

     ข้อนี้สำคัญมากครับการเดินช้อปปิ้งเครื่องมือโดยไม่มีโจทย์ ก็เหมือนการเดินเข้าซุปเปอร์มาร์เก็ตตอนหิวจัดครับ เราจะหยิบทุกอย่างที่ดูน่าสนใจใส่ตะกร้า แต่สุดท้ายกลับกินไม่หมด และเน่าเสียคาตู้เย็น ในการทำธุรกิจก็เช่นกันต้องระบุให้ได้ก่อนว่าซื้อมาเพื่อแก้ปัญหาอะไรเพราะ AI แต่ละตัวถูกสร้างมาเพื่อเก่งคนละด้านครับ

     อยากเพิ่มยอดขาย: ให้ตัดเรื่องฟีเจอร์หวือหวาอื่นๆ ทิ้งไปก่อน แล้วมุ่งไปที่ AI Ads Optimization ที่เน้นเรื่องการคุม ROI และ ROAS เป็นหลักแทนครับ เครื่องมือพวกนี้จะเก่งเรื่องตัวเลข และการตัดสินใจประมูลโฆษณาแบบ Real-time ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ผู้เรียน Performance Marketing Course สายแข็งต้องเชี่ยวชาญ เพื่อเปลี่ยนงบโฆษณาให้เป็นกำไรให้ได้มากที่สุด

     อยากลดเวลาผลิตงาน: ถ้าโจทย์คือทีมงานกำลังทำงานไม่ทัน เราควรมองหา AI Content Generator หรือ Automation มาช่วยรับภาระงานซ้ำซาก เพื่อคืนเวลาอันมีค่าให้คนทำงานได้ไปโฟกัสเรื่องความคิดสร้างสรรค์หรือกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ในภาพใหญ่แทนครับ

     อยากรักษาลูกค้าเก่า: ต่อให้ยิงแอดเก่งแค่ไหน ถ้าลูกค้าเก่าไหลออกก็จบครับ เราจึงต้องต้องใช้ AI Data Analytics หรือ Prediction มาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรม เพื่อทำนายล่วงหน้าว่าใครกำลังจะหนีหาย ซึ่งเป็นเทคนิคที่ผมมักแนะนำในคลาสอบรมการตลาดสำหรับผู้บริหาร เพื่อลดต้นทุนการหาลูกค้าใหม่

 

  1. คำนวณความคุ้มค่าจาก ROI ไม่ใช่ราคาป้าย

     ในมุมมองของการบริหารเงิน อย่าไปติดกับดักแค่คำว่าแพงหรือถูกจากราคา Subscription รายเดือนครับ แต่ให้มองว่าถ้าเราใช้แล้วเงินในกระเป๋าเหลือเพิ่มขึ้นไหม

     ลองคิดตามผมนะครับ ถ้ามีเครื่องมือ A ราคาถูกมาก แต่ทำงานงูๆ ปลาๆ กับเครื่องมือ B ที่ราคาสูงกว่า แต่กลับมีระบบ AI อัจฉริยะที่ช่วยลดต้นทุนต่อการขาย ในการทำการตลาดออนไลน์ให้ต่ำลงได้จริง 20-30% ก็เหมือนกับการที่เราจ้างพนักงานเก่งๆ มาทำงาน ถ้าเขาหาเงินให้เราได้เยอะ ค่าจ้างแพงหน่อยก็ยังถือว่าคุ้มกว่าจ้างคนถูกๆ แต่ทำงานไม่ได้เรื่องครับ

     ซึ่งการคำนวณจุดคุ้มทุน และการมองภาพรวมแบบนี้นั้น ถือเป็น Mindset พื้นฐานที่สำคัญยิ่งกว่าเทคนิคการกดปุ่มยิงแอดเสียอีก และเป็นสิ่งที่ควรต้องมีติดตัวก่อนจะตัดสินใจลงทุน หรือก่อนจะไปลงเรียนคอร์ส Digital Marketing สายยิงแอดด้วยซ้ำครับ เพราะถ้าคำนวณไม่เป็น คุณอาจจะกำลังเก็บเหรียญสลึงแต่ทำแบงค์พันตกหายโดยไม่รู้ตัวครับ

 

  1. สัญญาณอันตราย แบบนี้อย่าเพิ่งซื้อ

     ถ้าคุณกำลังดูรีวิวเครื่องมือแล้วเจอสัญญาณเหล่านี้ ให้เหยียบเบรกแล้วถอยออกมาตั้งหลักก่อนครับ เพราะโอกาสเจ็บตัวสูงมาก

     ซับซ้อนเกินสกิลทีมงาน: อย่าลืมนะครับว่าค่าซอฟต์แวร์คือเรื่องเล็ก แต่ค่าเสียเวลาคือเรื่องใหญ่ ถ้าซื้อเครื่องมือมาแล้ว หน้าตา Dashboard ดูยากเหมือนแผงควบคุมยานอวกาศ ทีมงานเปิดดูแล้วส่ายหน้าหนี สุดท้ายคุณอาจจะต้องเสียเงินจ้าง Specialist แพงๆ มาดูแล หรือต้องเสียงบส่งพนักงานไปอบรมการตลาดเพิ่มเติมอีกหลายคอร์ส กินเวลาเป็นเดือนกว่าจะใช้งานได้คล่อง แบบนี้เรียกว่าต้นทุนบานปลายโดยใช่เหตุครับ

     ต้องใช้ Data มหาศาล: เพราะธรรมชาติของ AI อาหารของมันคือข้อมูลครับ AI บางตัวฉลาดระดับเทพจริง แต่มีเงื่อนไขว่าต้องใช้ข้อมูล Transaction หลักหมื่นหลักแสนรายการต่อเดือนเพื่อเรียนรู้ ถ้าธุรกิจคุณเพิ่งเริ่มต้น ออเดอร์ยังเข้าวันละไม่กี่บ้าน ข้อมูลที่มีมันน้อยเกินไปครับ ขืนฝืนใช้ไป AI ก็จะเดามั่วๆ ไม่มีความแม่นยำ กลายเป็นว่าเราจ่ายเงินซื้อรถสปอร์ตมาขับในซอยแคบๆ ซึ่งไม่เกิดประโยชน์ครับ

     ขาด Case Study ในไทย: ข้อนี้สำคัญสุดๆ สำหรับบ้านเราครับ เครื่องมือบางตัวโฆษณาว่าฟีเจอร์ล้ำโลก แต่พอเอามาใช้จริงกลับไม่รองรับภาษาไทย ตัดคำผิดๆ ถูกๆ หรือไม่เชื่อมต่อกับ Ecosystem ที่คนไทยใช้ เช่น Line OA หรือระบบชำระเงินผ่าน QR Code ก็อย่าเสี่ยงไปเป็นหนูทดลองของ AI พวกนี้เลยครับ

 

เจาะลึกประเภท AI ตามแต่ละธุรกิจ

     เพื่อให้คุณเห็นภาพการนำไปใช้จริง ผมขอแบ่งกลุ่ม AI ตามฟังก์ชันงาน ซึ่งสอดคล้องกับโครงสร้างเนื้อหาใน Performance Marketing Course ระดับสูง ที่เน้นการประยุกต์ใช้เครื่องมือให้เกิดผลลัพธ์ครับ

AI สายคอนเทนต์ (Content Creation)

     เหมาะกับ SME, เอเจนซี่ขนาดเล็ก, ธุรกิจที่ต้องโพสต์คอนเทนต์บ่อยๆ ครับ เครื่องมือกลุ่มนี้ช่วยเขียนบทความ SEO, คิดแคปชั่น, หรือสร้างรูปภาพ ข้อดีคือประหยัดเวลามาก แต่ข้อควรระวังคือภาษาที่อาจจะดูแข็งๆ ไม่เข้าปากคนไทย ผมจึงย้ำกับผู้เรียนคอร์ส Digital Marketing เสมอว่า ให้ใช้ AI ช่วยขึ้นโครงร่าง แต่คนต้องเป็นคนเกลาสำนวนสุดท้ายเพื่อใส่จิตวิญญาณของแบรนด์ลงไปด้วย

 

Right Lane แนะนำ !!

และถ้าหากใครที่ต้องการหาไอเดียใหม่ๆ เพื่อคิดคอนเทนต์ หรือต่อยอดไอเดียคอนเทนต์จากความคิดที่ AI ร่างมาให้ ก็สามารถศึกษาหลักการคิดคอนเทนต์ ได้ที่บทความนี้เลยครับ

🔗 แจกสูตรคิดคอนเทนต์แบบไม่มีวันหมด ฉบับนักการตลาดออนไลน์


AI สายยิงแอด (Ads Optimization)

     เหมาะกับ E-commerce, ธุรกิจที่เน้นยอดขายทันที นี่คือพระเอกของสาย Performance Marketing Course ครับ AI กลุ่มนี้จะช่วยบริหารงบโฆษณา เลือกกลุ่มเป้าหมาย และสลับโฆษณาให้อัตโนมัติ ดีกว่าคนนั่งเฝ้าจอเอง แต่คุณต้องตั้งค่าการวัดผลให้แม่นยำ ถ้าตั้งค่าผิด AI จะเรียนรู้ผิดทางทันที

AI สายวางแผนและวิเคราะห์ (Strategy & Data)

     เหมาะกับ องค์กรกลาง-ใหญ่, แบรนด์ที่มีทีมการตลาดแข็งแรง เครื่องมือ Social Listening หรือ Data Analytics จะช่วยหา Insight ของลูกค้าได้ลึกซึ้ง แต่ต้องอาศัยคนที่มีทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลมาใช้งานร่วมด้วย ถ้าทีมงานยังอ่านกราฟไม่ออก ผมแนะนำให้ส่งทีมไปอบรมการตลาด คอร์ส Digital Marketing เรื่อง Data Driven Marketing ปูพื้นฐานก่อนลงทุนซื้อเครื่องมือครับ

AI สายดูแลลูกค้า (CRM & Prediction)

     เหมาะกับ ธุรกิจบริการ, Retail ที่มีฐานสมาชิก ใช้ทำนายว่าลูกค้าคนไหนมีโอกาสซื้อซ้ำ หรือใครกำลังจะเลิกใช้บริการ เพื่อส่งโปรโมชันไปดึงใจได้ทันเวลา แต่เงื่อนไขสำคัญคือ ข้อมูลหลังบ้านต้องสะอาด และเป็นระเบียบครับ

ปรับใช้ยังไงให้รอดในสมรภูมิธุรกิจไทย

     เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ผมขอยกตัวอย่าง Real Case จากที่เคยให้คำปรึกษา หรือจากที่ลูกศิษย์ใน คอร์ส Digital Marketing ของผมมาแชร์ครับ

เคสที่ 1: SME ร้านอาหาร / สินค้าแฟชั่น (เน้นความไว)

ปัญหา: เจ้าของทำเองทุกอย่าง งานล้นมือ ไม่มีเวลาครีเอทีฟ 

ทางออก: ไม่จำเป็นต้องใช้ระบบใหญ่ เริ่มจาก AI Chatbot ง่ายๆ อย่าง ChatGPT หรือ Claude ใช้ Prompt ภาษาไทยสั่งให้ช่วยคิดแคปชั่น คิดโปรโมชันประจำเดือน 

ผลลัพธ์: ลดเวลาคิดงานไปได้ 50% มีเวลาไปโฟกัสหน้าร้านและการบริการ ซึ่งเป็นการทำ การตลาดออนไลน์ ที่ต้นทุนต่ำแต่ได้ผลจริง 

จุดสังเกต: ต้องหมั่นตรวจทานความถูกต้องของข้อมูลเสมอ อย่าปล่อยไหลครับ

 

เคสที่ 2: E-commerce ขายของออนไลน์ (เน้นกำไร)

ปัญหา: ยิงแอดไปแล้วค่าคลิกแพง แต่ยอดขายไม่โต 

ทางออก: ใช้ AI Analytics ในแพลตฟอร์มโฆษณาช่วยเฟ้นหา Winning Product และ Winning Audience แล้วใช้ AI Bidding ช่วยคุมราคา 

ผลลัพธ์: สามารถเพิ่มยอดขายได้โดยไม่ต้องเพิ่มงบโฆษณา เพราะ AI ช่วยตัดงบส่วนที่ไม่ได้ผลทิ้งไป เทคนิคนี้คือหัวใจสำคัญของ Performance Marketing Course ที่ช่วยให้ธุรกิจอยู่รอดได้ในวันที่ค่าแอดแพง 

จุดสังเกต: ต้องใจเย็นรอให้ AI เรียนรู้ไปเรื่อยๆ อย่าไปปรับแก้รายชั่วโมงครับ

 

เคสที่ 3: ธุรกิจบริการที่มีสาขา (เน้นลูกค้าประจำ)

ปัญหา: ลูกค้าเก่าหายหน้าไป ไม่กลับมาใช้บริการ 

ทางออก: ใช้ AI CRM เข้ามาช่วยแบ่งกลุ่มลูกค้าตามพฤติกรรม แล้วส่งข้อเสนอที่รู้ใจไปให้รายบุคคล

ผลลัพธ์: เพิ่มอัตราการซื้อซ้ำได้อย่างชัดเจน ซึ่งการใช้เครื่องมือระดับนี้ ทีมงานต้องมีความเข้าใจเชิงลึก การส่งทีมไปอบรมการตลาดเฉพาะทาง จะช่วยให้ใช้ฟีเจอร์ได้ครบถ้วนและคุ้มค่าครับ

บทสรุป

     สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากไว้ว่าการเลือก AI Tools ให้เหนือคู่แข่งในการทำการตลาดออนไลน์ไม่ใช่การแข่งกันสะสมเครื่องมือครับ แต่มันคือการแข่งกันที่ความเข้าใจมากกว่า

     AI เป็นเพียงตัวเพิ่มศักยภาพครับ ถ้ากระบวนการทำงานของคุณเป็นศูนย์ AI เพิ่มเข้าไปก็ได้ศูนย์อยู่ดีครับ แต่ถ้าคุณมีกลยุทธ์ที่ดี มีทีมงานที่เข้าใจโจทย์ AI จะช่วยขยายผลลัพธ์นั้นให้เติบโตได้มหาศาล ลองเริ่มจากการสำรวจรูรั่ว และคอขวดในธุรกิจของคุณดูครับ ว่าตรงไหนที่มันติดขัด แล้วค่อยๆ เลือกเครื่องมือมาแก้ปัญหาทีละจุด

     การเรียนรู้ และปรับตัวคือหัวใจสำคัญครับ ไม่ว่าจะเป็นการหาความรู้ด้วยตัวเอง การส่งทีมงานไป อบรมการตลาดเพื่ออัปเดตเทรนด์ หรือการลงลึกใน Performance Marketing Course และคอร์ส Digital Marketing เพื่อลับคมทักษะ สิ่งเหล่านี้คือการลงทุนที่ยั่งยืนกว่าตัวเครื่องมือเสียอีกครับ เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนทุกวัน แต่ความเข้าใจธุรกิจของคุณ จะเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีใครแย่งไปได้

     เลือกให้ฉลาด ใช้ให้เป็น แล้ว AI จะเป็นคู่หูที่พาธุรกิจคุณไปได้ไกลกว่าเดิมแน่นอนครับ

 

Right Lane แนะนำ !!

เมื่อได้เครื่องมือที่ใช่แล้ว จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะทำให้เราอยู่รอดได้จริง ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีครับ แต่คือคนที่จะมาควบคุมมัน หากคุณไม่อยากให้ AI มาแย่งงาน แต่ต้องการใช้มันเป็นฐานเพื่อกระโดดให้สูงกว่าเดิม ทีมงานยุคนี้ต้องมีสกิลอะไรติดตัวบ้าง? ไปเช็กความพร้อมกันต่อได้ที่บทความนี้ครับ

🔗 6 ทักษะเอาตัวรอดของนักการตลาดออนไลน์ ในยุค AI ครองเมือง

—————————-

📌 สำหรับใครที่สนใจ คอร์ส Digital Marketing อบรมการตลาด เพื่อเพิ่มยอดขายผ่านหน้าเว็บไซต์ ยิงแอดครบทุก Platform พร้อมทั้งการวิเคราะห์ Conversion ด้วย data analytics ทั้งรูปแบบคอร์สเรียนออนไลน์, คอร์สเรียนแบบส่วนตัว หรือ In-House Training

📞 ติดต่อสอบถามข้อมูลกับ Right Lane Academy ได้ที่ 👇🏻

โทร : +66 (0) 94-616-3651 K.Por (Admin Rightlane)

Line : @rightlane

Facebook : https://www.facebook.com/RightLaneAcademy

#Rightlane #คอร์สเรียน digital marketing #GA4 #performancemarketing #googleanalytics4 #data analytics #อบรมการตลาด

ชญานิศ จิตรีปลื้ม (นิก)
ชญานิศ จิตรีปลื้ม (นิก)

ที่ปรึกษาด้าน digital Strategy และ Performance Marketing มามากกว่า 10 ปี อาจารย์พิเศษด้านการตลาด ให้กับมหาวิทยาลัยชั้นนำ อาทิ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
(Digital Marketing Strategy )

ประสบการณ์วางแผนกลยุทธ์ทางด้าน Digital Marketing โดยเฉพาะ Online Platform ยอดนิยม เช่น Facebook ads , Google ads , SEO , Tiktok ,
Line , Youtube , Marketplace Ads มากกว่า 500+ Campaign (Digital Media Tools )

ประสบการณ์ด้าน Consult เทคนิคเชิงลึกสำหรับ Digital Media Tools เพื่อให้ทุกงบการลงทุนโฆษณาคุ้มค่ามากที่สุด อาทิเช่น การเพิ่ม Conversion ให้ธุรกิจ ,
เทคนิค ทำอย่างไรให้ CPA ราคาถูกลง , มีคนทักเยอะ ไม่มีคุณภาพ ปิดการขายไม่ได้ , สินค้าเสี่ยง Policy พร้อมเทคนิคการยิงแอดยังไงให้ไม่โดน Reject

บทความที่เกี่ยวข้อง

การตลาดออนไลน์

คู่มือเลือก AI Tools ทำการตลาดออนไลน์ยังไง ให้เหนือคู่แข่ง

Home Table of Contents ช่วงหลังมานี้ เวลาผมเข้าไปดูหลังบ้านให้ลูกค้า สิ่งหนึ่งที่เจอเหมือนกันแทบทุกราย และเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก คือรูรั่วทางการเงินที่เกิดจากการสมัครบริการเครื่องมือต่างๆ ทิ้งไว้ครับ โดยเฉพาะเครื่องมือ AI ที่กำลังมาแรง ซึ่งหลายบร

Read More »

เทคนิคการตลาดออนไลน์ เลือก Influencer ให้เป็นต้องใช้ Data-Driven

Home Table of Contents       ในยุคปัจจุบันที่ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ทุกแบรนด์ต่างก็ทุ่มงบประมาณจำนวนมากไปกับการทำการตลาดออนไลน์ โดยเฉพาะกลยุทธ์ยอดฮิตอย่างการใช้อินฟลูเอนเซอร์ทำคลิปรีวิวสินค้า หรือบอกต่อโปรโมชันนั้น คำถามสำคัญที่ผมอยากชวนทุกคนคิดในวันนี้

Read More »
นักการตลาดออนไลน์

เปิดสูตรลับนักการตลาดออนไลน์ โพสต์ขายยังไงให้ยอดพุ่ง

Home Table of Contents    สำหรับคนที่ทำการตลาดออนไลน์ในยุคนี้ ผมเชื่อว่าปัญหาคลาสสิกที่หลายๆ คนเจอกันบ่อยที่สุด ก็คงจะเป็นการโพสต์คอนเทนต์ขายของไปแล้วมันเงียบ ไม่มียอดเข้ามาเลยใช่ไหมครับ เราอาจจะรู้สึกว่าโพสต์ไปเท่าไหร่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่พอหันไปเ

Read More »