ทำการตลาดออนไลน์ยุค AI ใช้ผลงานยังไงให้ถูกลิขสิทธิ์

  • Home
  • Digital Marketing New
  • ทำการตลาดออนไลน์ยุค AI ใช้ผลงานยังไงให้ถูกลิขสิทธิ์

Table of Contents

      ในยุคนี้ใครๆ ก็พูดถึงการเอาเทคโนโลยีมาช่วยปั่นงานให้ไวขึ้นกันเต็มไปหมดเลยใช่มั้ยครับ ยิ่งในฝั่งเอเจนซี่โฆษณาที่ผมทำงานอยู่ ผมบอกเลยว่าเครื่องมือพวกนี้กลายเป็นอาวุธหลักของออฟฟิศไปแล้ว จากที่เคยกุมขมับคิดคอนเทนต์กันเป็นวัน ตอนนี้พิมพ์ไม่กี่ประโยคก็ได้กราฟิกสวยๆ หรือบทความยาวๆ ออกมาให้เลือกใช้เพียบ ความเร็วระดับนี้แหละครับที่ทำให้หลายธุรกิจตื่นตัว ทุ่มงบส่งพนักงานไปลงเรียนคอร์ส Digital Marketing กันรัวๆ เพื่อหวังจะลดต้นทุนและเพิ่มสปีดในการทำงาน

     แต่นี่แหละครับคือจุดที่น่าเป็นห่วง เวลาผมมีโอกาสเข้าไปคุยกับลูกค้า สิ่งที่ผมเจอบ่อยมากคือ ทุกคนโฟกัสแค่ว่าทำยังไงให้ได้งานที่สวย และเร็วที่สุด แต่แทบไม่มีใครตั้งคำถามเลยว่า งานที่กดเจนออกมาเนี่ย แบรนด์เราเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ร้อยเปอร์เซ็นต์จริงหรือเปล่า บางองค์กรส่งคนไปอบรมการตลาดมาเพียบ ได้เทคนิคกลับมาเต็มกระเป๋า แต่ดันตกหล่นเรื่องข้อกฎหมาย ซึ่งถ้าเอาผลงานเหล่านั้นไปยิงแอด หรือใช้ในแคมเปญเชิงพาณิชย์โดยไม่ผ่านการคัดกรอง แบรนด์อาจจะกำลังนับถอยหลังรอวันโดนฟ้องอยู่ก็ได้ครับ

     บทความนี้ผมเลยอยากมาแชร์มุมมองจากคนทำงานจริง ที่ต้องคอยสกรีนงานให้ลูกค้าอยู่ตลอด เราจะมาคุยกันแบบเจาะลึกว่า การเอาเครื่องมืออัจฉริยะเหล่านี้มาใช้ทำการตลาดออนไลน์หรือการนำความรู้ที่ได้จากการอบรมการตลาด Performance Marketing Course มาลงสนามจริง คุณและทีมงานจะต้องจัดการกับผลงานยังไง ถึงจะเซฟแบรนด์ให้ปลอดภัย ใช้งานได้เต็มที่ และไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับเรื่องลิขสิทธิ์ทีหลังครับ

 

ลิขสิทธิ์ AI ที่คนมักเข้าใจผิด 

     ก่อนจะไปถึงเรื่องเทคนิคการทำงาน ผมขอเคลียร์ความเข้าใจผิดระดับคลาสสิกที่เจอบ่อยที่สุดก่อนเลย คือเวลาที่ครีเอเตอร์หรือแม้แต่เจ้าของธุรกิจบางคนพิมพ์คำสั่งให้ระบบสร้างภาพขึ้นมา พวกเขามักจะคิดว่า “ฉันเป็นคนคิดคำสั่งเอง พิมพ์เอง เพราะฉะนั้นฉันคือเจ้าของลิขสิทธิ์ภาพนี้”

     เอาเข้าจริง ในมุมของกฎหมายลิขสิทธิ์ไทยมันไม่ได้เป็นแบบนั้นเลยครับ แกนหลักของกฎหมายบ้านเราให้ความคุ้มครองเฉพาะผลงานที่มาจาก “มนุษย์” เท่านั้น ต้องมีหยาดเหงื่อแรงงาน มีทักษะ และมีความคิดสร้างสรรค์ของคนเข้าไปผสมอยู่ ถ้าคุณแค่พิมพ์คำสั่งสั้นๆ แล้วปล่อยให้คอมพิวเตอร์ประมวลผลออกมาทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ ผลงานชิ้นนั้นมีความเสี่ยงสูงมากที่จะไม่มีใครเป็นเจ้าของสิทธิ์เลยครับ

     ลองนึกภาพตามนะครับ ถ้าคุณเอาภาพที่ไม่มีลิขสิทธิ์นี้ไปใช้เป็นภาพหลักของแคมเปญใหญ่ ทุ่มงบโฆษณาไปหลักแสนจนคนจำภาพนี้ได้ แล้ววันดีคืนดีมีคู่แข่งเซฟรูปนี้ไปใช้ทื่อๆ ในเพจของเขา คุณจะไม่สามารถไปฟ้องร้องอะไรเขาได้เลยครับ เพราะในทางกฎหมายคุณพิสูจน์ไม่ได้ว่านี่คืองานที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นมา นี่คือความเสี่ยงข้อแรกที่คนทำคอนเทนต์ต้องระวังให้ดีครับ

วิธีใช้ AI เขียนคอนเทนต์อย่างปลอดภัย

     พอรู้แบบนี้ หลายคนอาจจะเริ่มลังเลว่า แล้วเรายังใช้มันช่วยเขียนงานได้อยู่มั้ย? คำตอบคือใช้ได้แน่นอนครับ การให้ระบบช่วยร่างแคปชั่น เขียนสคริปต์ หรือทำบทความ SEO ยังเป็นตัวช่วยชั้นดีในการทำ การตลาดออนไลน์ แต่มันมีทริคอยู่ตรงที่สัดส่วนการทำงานของมนุษย์ครับ

     เวลาทำงานจริง ผมจะให้ทีมงานมองระบบพวกนี้เป็นแค่ผู้ช่วยระดมสมองครับ ให้มันช่วยวางโครงเรื่อง ช่วยหาไอเดีย หรือหาข้อมูลดิบมากองรวมกันไว้ก่อน จากนั้นคนนี่แหละครับที่ต้องเข้าไปลุยต่อ เอาข้อมูลมาเรียบเรียงใหม่ เช็กความถูกต้อง ปรับภาษาให้เข้ากับแบรนด์ และที่สำคัญคือต้องใส่ Insight หรือประสบการณ์ตรงของเราเข้าไปด้วย การทำแบบนี้จะทำให้งานชิ้นนั้นมีน้ำหนักของการสร้างสรรค์โดยมนุษย์มากพอที่จะได้รับการคุ้มครองครับ

     อีกเรื่องที่ต้องเบรกกันตัวโก่งเลยคือ การไปก๊อปปี้บทความของคนอื่นที่เขาเขียนไว้ดีๆ มาโยนใส่ระบบแล้วสั่งให้ “Rewrite” เปลี่ยนคำใหม่หมดเพื่อหวังจะเอามาใช้เนียนๆ การทำแบบนี้ไม่ได้ช่วยให้รอดจากเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์นะครับ ถ้างานชิ้นใหม่ยังมีโครงสร้างการเล่าเรื่อง หรือจุดเด่นของต้นฉบับอยู่ครบ ต่อให้คุณเปลี่ยนคำศัพท์ไปหมดทุกคำ มันก็ยังเข้าข่ายการดัดแปลงงานของคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตอยู่ดีครับ เอาเวลาไปสร้างงานใหม่จากไอเดียของเราเอง สบายใจกว่าเยอะครับ

ความเสี่ยงเมื่อใช้ AI สร้างภาพโฆษณา และภาพสินค้า 

     ขยับมาดูฝั่งงานภาพกันบ้างครับ งานกราฟิกนี่ถือเป็นจุดที่คนทำเอเจนซี่เอาเครื่องมืออัตโนมัติมาใช้กันหนักมาก เพราะมันช่วยเซฟเวลาและได้งานที่วิชวลสวยจัดๆ แต่ภายใต้ความสวยงามนั้น มันมีระเบิดเวลาซ่อนอยู่ถึง 3 ชั้นด้วยกันครับ

     ชั้นที่ 1 

     แหล่งข้อมูลที่ระบบใช้เรียนรู้ เราแทบไม่รู้เลยว่าภาพหลายล้านภาพที่ระบบมันดูดไปเรียนรู้นั้น มีการขออนุญาตเจ้าของผลงานอย่างถูกต้องหรือเปล่า ถ้าคุณบังเอิญเจนภาพออกมาแล้วลายเส้นไปเหมือนกับงานของศิลปินคนใดคนหนึ่งแบบเป๊ะๆ แบรนด์ของคุณอาจจะเป็นเป้าหมายในการถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้เลยครับ

     ชั้นที่ 2 

     หน้าตาของคนดังบนโลกจริง บ่อยครั้งที่ระบบมันแอบดึงเอาโครงหน้าของดาราหรือนายแบบดังๆ มาผสมในภาพที่เราสั่ง ถ้าภาพนั้นหน้าตาไปคล้ายกับคนดัง แล้วคุณเอาไปยิงแอดขายของ คุณจะโดนข้อหาละเมิดสิทธิในภาพลักษณ์ของเขาทันทีครับ เรื่องนี้แบรนด์ใหญ่ซีเรียสมาก

     ชั้นที่ 3 

     กฎกติกาของตัวแพลตฟอร์มเอง เครื่องมือแต่ละตัวมีข้อกำหนดการใช้งานต่างกันลิบลับครับ บางตัวระบุชัดเจนว่าบัญชีสายฟรีห้ามใช้ในเชิงพาณิชย์เด็ดขาด ถ้าคุณแอบเอาไปใช้แล้วเขาจับได้ แคมเปญอาจจะปลิวแถมโดนฟ้องย้อนหลังอีกต่างหาก

เอาภาพจาก Google หรือภาพ Stock มาให้ AI ทำต่อได้ไหม?

     นี่เป็นคำถามยอดฮิตที่ผมเจอตลอดเวลาไปขึ้นเวทีอบรมการตลาดครับ หลายคนชอบถามว่า “ถ้าเราไปเสิร์ชหารูปจากกูเกิล หรือเอารูปที่ซื้อจากเว็บสต็อกมาเป็นภาพตั้งต้น แล้วให้ระบบมันเปลี่ยนสไตล์ให้ แบบนี้ใช้ได้ชัวร์มั้ย?”

     สำหรับภาพที่เสิร์ชเจอจาก Google ผมบอกเลยว่าให้หยุดความคิดนี้ทันทีครับ ภาพบนอินเทอร์เน็ตไม่ใช่ของฟรีที่ใครจะหยิบมาใช้ก็ได้ มันมีเจ้าของลิขสิทธิ์แทบทั้งนั้น การที่คุณโหลดภาพเขามาโยนใส่ระบบเพื่อให้มันทำต่อ มันคือการนำผลงานคนอื่นมาดัดแปลงโดยไม่ได้ขออนุญาตครับ ความผิดมันสำเร็จไปแล้วตั้งแต่คุณอัปโหลดภาพนั้นเข้าระบบ ไม่ว่าตอนจบรูปมันจะออกมาหน้าตาเปลี่ยนไปแค่ไหนก็ตาม

     ส่วนภาพที่คุณจ่ายเงินซื้อมาจากเว็บ Stock อย่างถูกต้อง อันนี้ก็ต้องระวังเพิ่มเหมือนกันครับ เพราะเดี๋ยวนี้เว็บขายภาพหลายเจ้าเขาเริ่มรู้ทัน ปรับเงื่อนไขสัญญาใหม่โดยเขียนดักไว้เลยว่าห้ามนำภาพไปใช้เป็นสารตั้งต้นในการประมวลผลด้วย Generative AI ดังนั้น ก่อนจะเอารูปที่ซื้อมาไปทำอะไรต่อ แวะไปอ่านเงื่อนไขของเว็บเขาสักนิดครับว่าสิทธิที่เราได้มา มันครอบคลุมเรื่องพวกนี้ด้วยหรือเปล่า

เลือกเครื่องมือให้ถูกประเภทเพื่อความปลอดภัย

     ในวงการตอนนี้มีเครื่องมือให้เลือกใช้เยอะจนตาลายครับ แต่ในฐานะเอเจนซี่ เวลาเราจะเลือกเครื่องมือมาใช้ทำงานให้ลูกค้า เราไม่ได้ดูแค่ว่าตัวไหนทำรูปสวยที่สุด แต่เราจะแบ่งกลุ่มเครื่องมือตามระดับความเสี่ยงทางกฎหมายเพื่อให้เหมาะกับสเกลของแคมเปญครับ ซึ่งหลักๆ ผมจะแบ่งเป็น 3 กลุ่มแบบนี้

     กลุ่มที่ 1 โมเดลอิสระที่เน้นความสมจริงขั้นสุด

     กลุ่มนี้ภาพจะสวย อลังการ มิติแสงเงาสมจริงมาก เหมาะกับการเอามาร่างไอเดียหรือทำภาพประกอบที่เน้นอาร์ตเวิร์กจ๋าๆ แต่ข้อเสียคือ ฐานข้อมูลที่เขาใช้เทรนมันค่อนข้างกว้างและเป็นข้อมูลเปิด และแพลตฟอร์มมักจะเขียนเงื่อนไขผลักภาระมาให้ผู้ใช้เลยว่าคุณต้องรับความเสี่ยงเองถ้ารูปไปละเมิดลิขสิทธิ์ใคร แบรนด์ต้องเคลียร์เองครับ ระบบไม่ช่วยจ่ายค่าเสียหายให้

     กลุ่มที่ 2 แพลตฟอร์มดีไซน์แบบ All-in-One

     กลุ่มนี้เน้นความรวดเร็ว ใช้งานง่าย ทำเสร็จจบในระบบเดียว เหมาะกับทีมที่ต้องทำคอนเทนต์โซเชียลลงเพจทุกวัน แต่ต้องระวังนิดนึงตรงที่ ฟีเจอร์อัจฉริยะหลายๆ ตัวในระบบพวกนี้ เขาไปดึงเทคโนโลยีจากพาร์ตเนอร์เจ้าอื่นมาใช้อีกที การจะเอางานไปใช้เชิงพาณิชย์แบบเต็มรูปแบบ คุณต้องเช็กให้ชัวร์ว่าแพ็กเกจที่คุณจ่ายเงินอยู่ มันครอบคลุมสิทธิการค้าระดับไหน

     กลุ่มที่ 3 ระบบที่ออกแบบมาเพื่อองค์กรโดยเฉพาะ

     กลุ่มนี้คือลูกรักของฝั่งเอเจนซี่เวลาต้องดูแลแบรนด์ใหญ่ที่กฎหมายเป๊ะมากครับ เพราะผู้พัฒนาเขาสร้างระบบขึ้นมาโดยใช้เฉพาะภาพที่เขามีลิขสิทธิ์ถูกต้อง หรือภาพที่เป็นสาธารณะสมบัติเท่านั้น โอกาสที่เจนรูปออกมาแล้วไปซ้ำกับงานคนอื่นมันเลยน้อยมากๆ แถมบางค่ายยังมีนโยบายช่วยคุ้มครองทางกฎหมาย จ่ายค่าเสียหายให้องค์กรด้วยถ้าเกิดโดนฟ้องขึ้นมา แบบนี้คนทำงานกล้าส่งงานให้ลูกค้าแบบสบายใจครับ

 

ข้อจำกัดร้ายแรงเมื่อใช้ออกแบบโลโก้ เสียง และวิดีโอ

     เวลาทีมงานไปอบรมการตลาด หรือเรียนคอร์ส Digital Marketing มาใหม่ๆ บางคนอาจจะรู้สึกว่าระบบพวกนี้มันคือพระเจ้า ทำได้ทุกอย่างตั้งแต่งานกราฟิกยันวิดีโอ แต่งานฝั่งอัตลักษณ์แบรนด์กับสื่อมัลติมีเดียนี่แหละครับ ที่กฎหมายมันอ่อนไหว และโหดกว่างานภาพนิ่งเยอะมาก

     เรื่องแรกที่ผมสั่งห้ามเด็ดขาดเลยคือ ห้ามใช้ระบบอัตโนมัติออกแบบโลโก้แบรนด์ที่จะเอาไปใช้จริงครับ โลโก้มันต้องเอาไปจดเครื่องหมายการค้า ซึ่งกฎหมายเรื่องนี้ซีเรียสมาก ถ้าระบบมันดันไปออกแบบรูปทรงหรือสัญลักษณ์ที่ไปคล้ายกับแบรนด์อื่นที่เขาจดทะเบียนไว้ก่อนแล้ว คุณก็จะจดไม่ผ่าน และถ้าฝืนเอาไปแปะบนสินค้า คุณอาจจะโดนฟ้องตั้งแต่ล็อกแรกที่วางขายเลยครับ กัดฟันจ้างดีไซเนอร์เก่งๆ สักคนมาออกแบบให้ ถือว่าซื้อความสบายใจระยะยาวครับ

     ส่วนงานเสียง และเพลงประกอบ ที่ตอนนี้ฮิตเอามาทำเสียงพากย์วิดีโอสั้นกัน ข้อห้ามสำคัญคือ ห้ามพิมพ์คำสั่งให้ระบบเลียนแบบน้ำเสียงของศิลปิน ดารา หรือนักพากย์ดังๆ เด็ดขาดครับ การทำแบบนี้คือการพุ่งชนความเสี่ยงเรื่องการละเมิดสิทธิในภาพลักษณ์ และชื่อเสียงของเขาเต็มๆ ซึ่งมันจะสร้างความเสียหายหนักมากต่อความน่าเชื่อถือของแบรนด์คุณครับ

ตัวอย่างเช่น

ตัวอย่างที่ 1 เจนโลโก้แบรนด์เองเพื่อประหยัดงบ

     เจ้าของธุรกิจเพิ่งเรียนจบคอร์ส Digital Marketing มาหมาดๆ อยากประหยัดงบจ้างดีไซเนอร์ ด้วยการพิมพ์สั่ง AI ให้ออกแบบโลโก้ร้านกาแฟสไตล์นางเงือกสีเขียวมินิมอลถ้าระบบเจนรูปทรงออกมาคล้ายแบรนด์กาแฟระดับโลก นอกจากจะจดเครื่องหมายการค้าไม่ผ่านแล้ว คุณอาจโดนฟ้องร้องจนต้องสั่งทำลายแพ็กเกจจิงและสินค้าทิ้งทั้งหมดครับ

ตัวอย่างที่ 2 โคลนนิ่งเสียงคนดังมาลงคลิปขายของ

     ทีมงานเอเจนซี่นำเทคนิคจาก Performance Marketing Course มาปั้นคลิป Reels หวังให้ไวรัล เลยใช้ระบบ AI เลียนแบบน้ำเสียงของอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังมาพากย์ทับในคลิปรีวิวสินค้า การทำแบบนี้ละเมิดสิทธิในภาพลักษณ์เต็มประตูครับ ถ้าโดนฟ้องขึ้นมา นอกจากคลิปโฆษณาจะปลิวแล้ว แบรนด์ลูกค้าก็พัง แถมเอเจนซี่ต้องชดใช้ค่าเสียหายอานเลยครับ

 

อันตรายจากการอ้างอิงชื่อศิลปิน หรือแบรนด์ดัง

     มีอีกพฤติกรรมนึงที่หลายคนชอบทำเวลาคิดคำสั่งไม่ออกครับ คือการพิมพ์ชื่อศิลปินระดับโลก หรือชื่อแบรนด์ดังๆ ยัดลงไปตรงๆ เลย เช่น วาดรูปผู้ชายกินกาแฟ สไตล์ค่ายหนังแอนิเมชันชื่อดังหรือแต่งห้องนอน สไตล์แบรนด์เฟอร์นิเจอร์สวีเดน

     เอาจริงๆ ถ้าทำเล่นดูกันเองมันก็ไม่เป็นไรหรอกครับ แต่ถ้าคุณทำแคมเปญการตลาดออนไลน์เพื่อหาเงินเข้าบริษัท การทำแบบนี้คือการหาเรื่องใส่ตัวชัดๆ เลยนะครับ เพราะต่อให้ระบบมันยอมสร้างภาพให้ แต่ภาพที่ออกมามันจะมีกลิ่นอายของต้นฉบับแรงมาก ถ้าเจ้าของสิทธิ์เขามาเห็น เขาสามารถเอาประวัติคำสั่งที่คุณพิมพ์ ไปเป็นหลักฐานในศาลได้เลยนะครับ ว่าคุณจงใจเลียนแบบเพื่อหาผลประโยชน์ หรือตั้งใจทำให้ผู้บริโภคสับสน

     วิธีบรีฟงานที่ปลอดภัย และเอเจนซี่เขาทำกัน คือเราจะอธิบายผ่านองค์ประกอบภาพครับ เช่น บอกทิศทางแสง โทนสี อารมณ์ภาพ ยุคสมัยของศิลปะ หรือเทคนิคการลงสี แทนการไปเอ่ยชื่อคนหรือแบรนด์ตรงๆ วิธีนี้จะทำให้คุณได้ภาพสวยๆ ตามที่คิดไว้ แถมยังมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง และไม่เสี่ยงโดนฟ้องด้วยครับ

ตัวอย่างเช่น

     เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น สมมติว่าทีมของคุณกำลังจะทำภาพโปรโมทแคมเปญ หรือทำอาร์ตเวิร์กประกอบเนื้อหา ผมลองยกตัวอย่างการบรีฟคำสั่ง 3 สถานการณ์ ที่คนทำเอเจนซี่นิยมใช้มาให้ดูครับ

     ตัวอย่างที่ 1 การทำภาพโปรโมท คอร์ส Digital Marketing 

     ❌ บรีฟที่เสี่ยงโดนฟ้อง : ภาพ 3D ผู้ชายกำลังนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ สไตล์ค่ายแอนิเมชัน Pixar

     ✅ บรีฟแบบเอเจนซี่ : ภาพ 3D Illustration คาแรคเตอร์ผู้ชายวัยทำงานกำลังพิมพ์คีย์บอร์ดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม โทนสีอบอุ่น จัดแสงแบบสตูดิโอนุ่มนวล พื้นหลังเป็นออฟฟิศเบลอๆ สไตล์การ์ตูนสามมิติที่มีความโค้งมนและดูเป็นมิตร”

     ตัวอย่างที่ 2 การทำภาพประกอบสไลด์สำหรับการอบรมการตลาดภายในองค์กร

     ❌ บรีฟที่เสี่ยงโดนฟ้อง : ภาพห้องประชุมล้ำสมัย สไตล์แบรนด์ Apple

     ✅ บรีฟแบบเอเจนซี่ : ภาพห้องประชุมสมัยใหม่ ตกแต่งสไตล์มินิมอล เน้นการใช้เฟอร์นิเจอร์สีขาวและวัสดุไม้ แสงธรรมชาติสว่างลอดผ่านหน้าต่างกระจกบานใหญ่ บรรยากาศดูโปร่งโล่ง คลีนตา และดูมีความเป็นมืออาชีพ

     ตัวอย่างที่ 3: การทำภาพยิงโฆษณาเพื่อเน้นยอดขาย หลังจากทีมงานไปเรียน Performance Marketing Course 

     ❌ บรีฟที่เสี่ยงโดนฟ้อง : ภาพถ่ายแฟชั่นนางแบบ สไตล์ปกนิตยสาร Vogue

     ✅ บรีฟแบบเอเจนซี่ : ภาพพอร์ตเทรตผู้หญิง โพสท่ามั่นใจ จัดแสงแบบ High Contrast มีเงาตกกระทบบนใบหน้าเพื่อความโฉบเฉี่ยว ใช้โทนสีจัดจ้านแบบ Cinematic ให้อารมณ์เหมือนภาพถ่ายแฟชั่นระดับไฮเอนด์ 

     จะเห็นว่าพอเราเปลี่ยนจากการใส่ชื่อเฉพาะ มาเป็นการอธิบาย Mood & Tone แทน เราก็ยังได้งานกราฟิกที่สวยตรงสเปก นำไปรันแคมเปญต่อได้ทันที แถมหลบเลี่ยงความเสี่ยงเรื่องลิขสิทธิ์ได้

 

ตารางสรุปการใช้งานกับความเสี่ยงด้านลิขสิทธิ์

เพื่อให้เห็นภาพง่ายๆ และเอาไปบรีฟทีมต่อได้ ผมสรุปรูปแบบการใช้งาน ระดับความเสี่ยง และสิ่งที่ต้องระวัง มาให้ในตารางนี้แล้วครับ

 

รูปแบบการใช้ AI

ระดับความเสี่ยง

คำแนะนำและข้อควรระวัง

ช่วยคิดไอเดียและวางโครงสร้างงาน

ต่ำ

ใช้เป็นคู่คิดระดมสมองได้เลย แต่ห้ามก๊อปปี้เนื้อหาที่มันคิดมาให้แบบเป๊ะๆ 100%

ให้ร่างบทความหรือเขียนแคปชั่นใหม่

ปานกลาง

ต้องเช็กความถูกต้องของข้อมูล (Fact-check) เสมอ และปรับภาษาให้ดูเป็นมนุษย์

เอาบทความคู่แข่งมาสั่งให้เขียนคำใหม่

สูง

ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เสี่ยงละเมิดโครงสร้างต้นฉบับ ให้ทำเฉพาะเนื้อหาที่เราเป็นเจ้าของสิทธิ์เท่านั้น

สร้างภาพประกอบโฆษณาแบบทั่วไป

ปานกลาง

เช็กให้ชัวร์ว่าแพลตฟอร์มอนุญาตให้ใช้เชิงพาณิชย์ และดูหน้าคนในภาพอย่าให้ไปซ้ำกับดารา

เอาภาพ Stock มาเป็นตัวตั้งต้นให้ระบบดัดแปลง

ปานกลางถึงสูง

กลับไปอ่านสัญญาอนุญาตของเว็บสต็อกนั้นก่อน ว่าเขาให้เอามาทำต่อในระบบอัตโนมัติได้หรือเปล่า

พิมพ์คำสั่งโดยอ้างอิงชื่อศิลปินหรือแบรนด์ดัง

สูง

เปลี่ยนจากการเอ่ยชื่อ เป็นการอธิบายแสง สี และอารมณ์ของภาพแทน จะปลอดภัยกว่า

ออกแบบโลโก้หลักของแบรนด์

สูงมาก

เสี่ยงละเมิดเครื่องหมายการค้าแบบสุด ๆ งานนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของดีไซเนอร์คนจริงดีกว่าครับ

ทำเสียงพากย์และเพลงประกอบโฆษณา

ปานกลางถึงสูง

ระวังอย่าให้ทำนองไปคล้ายเพลงดัง และห้ามสั่งให้เลียนแบบเสียงคนดังเด็ดขาด

บทสรุป

    เอาจริงๆ จากที่ผมทำงานคลุกคลีกับเรื่องพวกนี้มา ผมก็ยังเชียร์ให้ทุกคนใช้เทคโนโลยีพวกนี้นะครับ มันไม่ใช่สิ่งที่เราต้องไปตั้งแง่หรือหวาดกลัวเลย มันคือเครื่องมือทุ่นแรงชั้นยอดที่จะทำให้เราทำการตลาดออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสู้กับชาวบ้านเขาได้ทันเวลา เพียงแต่เราต้องใช้มันอย่างมีสติ และเข้าใจกฎกติกาของโลกธุรกิจควบคู่ไปด้วย

     เวลาแบรนด์ส่งทีมงานไปอัปสกิล ไม่ว่าจะไปเรียน Performance Marketing Course เข้าอบรมการตลาด หรือลุยเรียนคอร์ส Digital Marketing เต็มรูปแบบ มันเป็นเรื่องที่ดี และคุ้มค่ามากครับ แต่อยากฝากให้ผู้บริหาร และหัวหน้าทีม ช่วยกันปลูกฝังเรื่องความเข้าใจด้านลิขสิทธิ์เข้าไปเป็นมาตรฐานการทำงานของทีมด้วย นักการตลาดที่รอดและรุ่งในยุคนี้ ไม่ใช่คนที่ปั่นงานจากระบบได้เร็วที่สุดครับ แต่คือคนที่รู้จักดึงศักยภาพของเทคโนโลยี มาผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์และความรอบคอบของตัวเอง เพื่อให้ได้งานที่ทั้งอิมแพค และปลอดภัย

     การตระหนักรู้ถึงความเสี่ยงและเข้าใจกติกาอย่างถ่องแท้ จะเป็นเกราะป้องกันแบรนด์ชั้นดี และช่วยอัปเกรดความเป็นมืออาชีพของตัวคุณเอง ให้ยืนระยะในวงการนี้ได้แบบยาวๆ ครับ

—————————————————————————————————–

Right Lane แนะนำ !!

รู้วิธีใช้งาน AI อย่างถูกต้อง ถูกลิขสิทธิ์แล้ว ก็ต้องรู้วิธีการเลือกใช้เครื่องมือให้ถูกต้องด้วย จะได้ได้งานที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด

🔗 คู่มือเลือก AI Tools ทำการตลาดออนไลน์ยังไง ให้เหนือคู่แข่ง

—————————

📌 สำหรับใครที่สนใจ คอร์ส Digital Marketing อบรมการตลาด เพื่อเพิ่มยอดขายผ่านหน้าเว็บไซต์ ยิงแอดครบทุก Platform พร้อมทั้งการวิเคราะห์ Conversion ด้วย data analytics ทั้งรูปแบบคอร์สเรียนออนไลน์, คอร์สเรียนแบบส่วนตัว หรือ In-House Training

📞 ติดต่อสอบถามข้อมูลกับ Right Lane Academy ได้ที่ 👇🏻

โทร : +66 (0) 94-616-3651 K.Por (Admin Rightlane)
Line : @rightlane
Facebook : https://www.facebook.com/RightLaneAcademy

#Rightlane #คอร์สเรียน digital marketing #GA4 #performancemarketing #googleanalytics4 #data analytics #อบรมการตลาด

ชญานิศ จิตรีปลื้ม (นิก)
ชญานิศ จิตรีปลื้ม (นิก)

ที่ปรึกษาด้าน digital Strategy และ Performance Marketing มามากกว่า 10 ปี อาจารย์พิเศษด้านการตลาด ให้กับมหาวิทยาลัยชั้นนำ อาทิ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
(Digital Marketing Strategy )

ประสบการณ์วางแผนกลยุทธ์ทางด้าน Digital Marketing โดยเฉพาะ Online Platform ยอดนิยม เช่น Facebook ads , Google ads , SEO , Tiktok ,
Line , Youtube , Marketplace Ads มากกว่า 500+ Campaign (Digital Media Tools )

ประสบการณ์ด้าน Consult เทคนิคเชิงลึกสำหรับ Digital Media Tools เพื่อให้ทุกงบการลงทุนโฆษณาคุ้มค่ามากที่สุด อาทิเช่น การเพิ่ม Conversion ให้ธุรกิจ ,
เทคนิค ทำอย่างไรให้ CPA ราคาถูกลง , มีคนทักเยอะ ไม่มีคุณภาพ ปิดการขายไม่ได้ , สินค้าเสี่ยง Policy พร้อมเทคนิคการยิงแอดยังไงให้ไม่โดน Reject

บทความที่เกี่ยวข้อง

ทำการตลาดออนไลน์ยุค AI ใช้ผลงานยังไงให้ถูกลิขสิทธิ์

Home Table of Contents       ในยุคนี้ใครๆ ก็พูดถึงการเอาเทคโนโลยีมาช่วยปั่นงานให้ไวขึ้นกันเต็มไปหมดเลยใช่มั้ยครับ ยิ่งในฝั่งเอเจนซี่โฆษณาที่ผมทำงานอยู่ ผมบอกเลยว่าเครื่องมือพวกนี้กลายเป็นอาวุธหลักของออฟฟิศไปแล้ว จากที่เคยกุมขมับคิดคอนเทนต์กันเป็นวัน

Read More »

คอนเทนต์ที่อยากเขียน vs ที่คนอยากอ่าน ต่างกันไงในการตลาดออนไลน์

Home Table of Contents ยุคนี้ที่ใครๆ ต่างก็มีเพจ มีช่องของตัวเอง การแย่งสายตาคนบนหน้าจอมือถือดุเดือดขึ้นทุกวัน สิ่งหนึ่งที่ผมมักจะโดนถามบ่อยๆ เวลาไปคุยงานหรือวางกลยุทธ์ให้หลายๆ บริษัท ก็คือทำไมคอนเทนต์ที่ทีมตั้งใจทำกันสุดๆ ถึงแป้ก ทั้งที่ภาพก็สวย ข้อ

Read More »

ฟรีแลนซ์ VS AI ทำการตลาดออนไลน์แบบไหน ให้งบไม่บานปลาย

Home Table of Contents      ปัญหาโลกแตกของการทำธุรกิจยุคนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าจะขายอะไร แต่อยู่ที่ว่าจะบริหารหลังบ้านยังไงไม่ให้งบจมไปกับขั้นตอนที่ผิดพลาดครับ หลายแบรนด์พยายามหั่นงบการตลาดออนไลน์ด้วยการเทงานทั้งหมดไปให้ AI ทำ เพราะเชื่อว่ามันประหยัดกว่า

Read More »